คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14802/2558 ฉบับเต็ม

#592048
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14802/2558 นางสาวสุภรัตน์ ตันฑ์พรชัย โจทก์ นางสาวลำพึงหรือวิลัยวรรณ เอ็นทา จำเลย ป.อ. มาตรา 352 โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ได้ให้เช่าซื้อทองรูปพรรณแก่จำเลยแล้ว กรรมสิทธิ์ในทองรูปพรรณดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์เท่านั้น การที่จำเลยนำทองรูปพรรณไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังทองรูปพรรณของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว แม้ จ. เบิกความว่า จำเลยตกลงจะเอาทองรูปพรรณของโจทก์มาคืนหรือจะนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดยักยอกได้เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายให้ได้รับการลงโทษทางอาญาน้อยลงเท่านั้น หาใช่เป็นการตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแล้วผิดสัญญากันไม่ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จำเลยนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว มิใช่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อทองรูปพรรณกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตามจำนวนงวดที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แม้จำเลยจะเอาทองรูปพรรณไปขายต่อให้แก่ผู้อื่น โดยที่มิได้มีการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ผู้นั้น แสดงว่าจำเลยยังคงต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้ออยู่จนกว่าจะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากจำเลย ประกอบกับนายจเร บิดาโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเคยมาพบเพื่อขอผ่อนชำระค่าเช่าซื้อทองรูปพรรณที่จำเลยผิดนัด และจะนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อมาคืนให้ หรือมิฉะนั้นก็จะชำระค่าเสียหายให้อีกประมาณ 2 หรือ 3 วัน แต่หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่มาติดต่ออีกเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากรณีเป็นเพียงการกระทำผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการเบียดบังเอาทองรูปพรรณดังกล่าวไปเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ได้ให้เช่าซื้อทองคำรูปพรรณแก่จำเลยแล้ว กรรมสิทธิ์ในทองคำรูปพรรณดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์เท่านั้น การที่จำเลยนำทองคำรูปพรรณไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังทองคำรูปพรรณของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว แม้นายจเรเบิกความว่า จำเลยตกลงจะเอาทองคำรูปพรรณของโจทก์มาคืนหรือจะนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดยักยอกได้เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายให้ได้รับการลงโทษทางอาญาน้อยลงเท่านั้น หาใช่เป็นการตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแล้วผิดสัญญากันไม่ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จำเลยนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว มิใช่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาของโจทก์ตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่ พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (สิริรัตน์ จันทรา-สมยศ เข็มทอง-ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์) ศาลจังหวัดสระบุรี - นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3043/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4738/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ2104/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
592048
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสระบุรี",
        "judge": "นายวิสิษฐ์ พุ่มกำพล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายธีรศักดิ์ เตียวัฒนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966603"
    }
}
date
2558
deka_no
14802/2558
deka_running_no
14802
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "สิริรัตน์ จันทรา",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 352"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวสุภรัตน์ ตันฑ์พรชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวลำพึงหรือวิลัยวรรณ เอ็นทา"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาของโจทก์ว่า อุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เมื่อโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อทองรูปพรรณกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตามจำนวนงวดที่กำหนดไว้ในสัญญาเช่าซื้อ แม้จำเลยจะเอาทองรูปพรรณไปขายต่อให้แก่ผู้อื่น โดยที่มิได้มีการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อให้แก่ผู้นั้น แสดงว่าจำเลยยังคงต้องปฏิบัติตามสัญญาเช่าซื้ออยู่จนกว่าจะผ่อนชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน โจทก์ในฐานะผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างจากจำเลย ประกอบกับนายจเร บิดาโจทก์ เป็นพยานเบิกความว่า จำเลยเคยมาพบเพื่อขอผ่อนชำระค่าเช่าซื้อทองรูปพรรณที่จำเลยผิดนัด และจะนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อมาคืนให้ หรือมิฉะนั้นก็จะชำระค่าเสียหายให้อีกประมาณ 2 หรือ 3 วัน แต่หลังจากนั้นจำเลยก็ไม่มาติดต่ออีกเลย ซึ่งจะเห็นได้ว่ากรณีเป็นเพียงการกระทำผิดสัญญาทางแพ่ง มิใช่เป็นการเบียดบังเอาทองรูปพรรณดังกล่าวไปเป็นของตนหรือผู้อื่นโดยทุจริต โจทก์อุทธรณ์ว่า เมื่อโจทก์ได้ให้เช่าซื้อทองคำรูปพรรณแก่จำเลยแล้ว กรรมสิทธิ์ในทองคำรูปพรรณดังกล่าวยังคงเป็นของโจทก์ ส่วนจำเลยคงมีสิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์เท่านั้น การที่จำเลยนำทองคำรูปพรรณไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต ถือได้ว่าจำเลยเบียดบังทองคำรูปพรรณของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริตแล้ว แม้นายจเรเบิกความว่า จำเลยตกลงจะเอาทองคำรูปพรรณของโจทก์มาคืนหรือจะนำเงินมาชดใช้ค่าเสียหายก็ตาม แต่ก็เป็นเรื่องการกระทำที่เกิดขึ้นหลังจากความผิดยักยอกได้เกิดขึ้นสำเร็จแล้ว การกระทำของจำเลยเป็นเพียงการบรรเทาผลร้ายให้ได้รับการลงโทษทางอาญาน้อยลงเท่านั้น หาใช่เป็นการตกลงจะชดใช้ค่าเสียหายในทางแพ่งแล้วผิดสัญญากันไม่ ดังนี้ อุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวไม่ได้โต้เถียงข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา แต่โต้เถียงว่าการที่จำเลยนำทองรูปพรรณที่เช่าซื้อจากโจทก์ไปขายให้แก่บุคคลภายนอกโดยโจทก์ไม่ได้อนุญาต เป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของโจทก์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว มิใช่เป็นการผิดสัญญาทางแพ่ง จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง จึงไม่รับวินิจฉัยให้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น และศาลฎีกาเห็นว่า หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวแล้ว คดีอาจมีผลต่อการฎีกาของโจทก์ตามกฎหมายได้ จึงสมควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาใหม่

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ ให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ดังกล่าวและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4738/2556
primary_red_case_no
อ2104/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000241.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3043/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558