คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12091/2558 ฉบับเต็ม

#592054
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12091/2558 นายเฉลิมชัย กลับประสิทธิ์ กับพวก โจทก์ ร้อยตำรวจโทหรือนายธนาวุฒิ สงวนสุข กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 157, มาตรา 162, มาตรา 172, มาตรา 173, มาตรา 174, มาตรา 179, มาตรา 180, มาตรา 340, มาตรา 362, มาตรา 365 ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3), มาตรา 92 (4), มาตรา 94, มาตรา 158 (5), มาตรา 167 ก่อนจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุม ช. กับพวกในข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ช. ให้การว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวาน จึงมีการสอบสวน ขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ และตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีระบุว่า พันตำรวจเอก ส. ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง สั่งให้จำเลยทั้งสิบสามซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนปราบปรามนำตัว ช. ไปสอบสวนขยายผล โดยนัดโจทก์ที่ 2 มารับรถยนต์ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้วผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 78 (3) ทั้งรถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง จึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาลตาม ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) และมาตรา 94 การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 ฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองขณะโจทก์ทั้งสองถูกควบคุมตัว ฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงมิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิด เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) การที่จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องจากคำซัดทอดของ ช. กับพวก ต่อมามีการแจ้งข้อหาและทำหลักฐานการจับกุม การระบุวันที่จับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็นเพียงรายละเอียด แต่สาระสำคัญมีความถูกต้องตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และมีการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสิบสามอาจเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงมิใช่เป็นพยานหลักฐานเท็จ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จตาม ป.อ. มาตรา 162, 172, 173, 174, 179 และ 180 โจทก์ที่ 2 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของโจทก์ที่ 2 โดยความยินยอมของโจทก์ที่ 2 เอง การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืนตาม ป.อ. มาตรา 365 (3) ประกอบมาตรา 362 ของกลางทั้งหมดเจ้าพนักงานตำรวจนำไปเป็นของกลางคดีอาญา ทั้งโจทก์ทั้งสองได้อ่านข้อความในบันทึกการจับกุมที่ระบุว่ามีการยึดเงินสด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 20 ฉบับ รวมเป็นเงิน 20,000 บาท แล้วมิได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแต่อย่างใด เชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกข้อความในบันทึกการจับกุมโดยถูกต้องแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 340 ___________________________ โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 157, 162, 172, 173, 174, 179, 180, 340, 362, 365 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีมีมูลว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า สำหรับความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองที่จังหวัดฉะเชิงเทราโดยไม่มีหมายจับ หมายค้น และไม่ได้เป็นความผิดซึ่งหน้า มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายโจทก์ทั้งสอง บุกรุกเคหสถานของโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืน ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่มีกฎหมายใดบัญญัติหรือให้อำนาจจำเลยทั้งสิบสามกระทำเช่นนั้นต่อโจทก์ทั้งสองได้และการที่จำเลยทั้งสิบสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมต้องทราบว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จึงไม่สามารถอ้างเพื่อให้ตนเองพ้นความผิดได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกจับกุมนายชาตรีหรือบอย กับพวกคือ นายบรรจงหรืออ๊อฟและนายศักดิ์ชัยหรือโต้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีรายละเอียดและพฤติการณ์แห่งคดีว่า ก่อนจะจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุมนายชาตรีกับพวกในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ (รถยนต์) ในเวลากลางคืน และนายชาตรีให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวานให้มาลักรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 พ - 4566 กรุงเทพมหานคร จึงสอบสวนขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนงและตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุข้อความว่า พันตำรวจเอกสิทธิภาพ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสืบสวนปราบปราม อันได้แก่ จำเลยทั้งสิบสามนำตัวนายชาตรีไปสอบสวนขยายผลยังจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนัดโจทก์ที่ 2 มารับรถยนต์ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า มีการไปตรวจค้นบ้านโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายค้น อันเป็นการบุกรุกเคหสถานนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 เองว่า รถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง กรณีจึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาล ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) และมาตรา 94 การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองในขณะปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองขณะโจทก์ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงมิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิดส่วนนี้ด้วย เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จึงไม่มีมูลในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สำหรับความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จและนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162, 172, 173, 174, 179 และ 180 นั้น เห็นว่า ตามทางไต่สวนได้ความว่า การที่จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องจากคำซัดทอดของนายชาตรีกับพวก ต่อมามีการแจ้งข้อหาและทำหลักฐานการจับกุม การที่ระบุวันที่จับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น แต่สาระสำคัญนั้นมีความถูกต้องตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและมีการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสิบสามอาจเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงหาใช่เป็นพยานหลักฐานเท็จไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ส่วนความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่ารถยนต์ที่ลักมาอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของโจทก์ที่ 2 โดยความยินยอมของโจทก์ที่ 2 เอง การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานนี้ สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 นั้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทางไต่สวนโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เอาไปจากโจทก์ที่ 1 มีทั้งกระเป๋าสตางค์ เงิน 500 บาทเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด และโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เอาไปจากโจทก์ที่ 2 มีทั้งเอกสารสัญญาซื้อขาย หัวรถสิบล้อ บัตรเอทีเอ็ม ใบขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ และเงินอีก 28,000 บาท แต่กลับระบุในบันทึกการจับกุมว่า มีเงินเพียง 20,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเงินอีก 8,000 บาท ไม่ได้ระบุไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์นั้น เห็นว่า ของกลางทั้งหมดเจ้าพนักงานตำรวจนำไปเป็นของกลางคดีอาญา ทั้งโจทก์ทั้งสองได้อ่านข้อความในบันทึกการจับกุมที่ระบุว่า มีการยึดเงินสด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 20 ฉบับ รวมเป็นเงิน 20,000 บาท แล้วมิได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกข้อความในบันทึกการจับกุมโดยถูกต้องแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ประมวญ รักศิลธรรม-ธีระพงศ์ จิระภาค-อำนาจ พวงชมภู) ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา - นายวิชาญ ชำนาญกุล ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.625/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ4434/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ5057/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
592054
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา",
        "judge": "นายวิชาญ ชำนาญกุล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายรุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968514"
    }
}
date
2558
deka_no
12091/2558
deka_running_no
12091
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประมวญ รักศิลธรรม",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "อำนาจ พวงชมภู"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 157",
            "ม. 162",
            "ม. 172",
            "ม. 173",
            "ม. 174",
            "ม. 179",
            "ม. 180",
            "ม. 340",
            "ม. 362",
            "ม. 365"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 78 (3)",
            "ม. 92 (4)",
            "ม. 94",
            "ม. 158 (5)",
            "ม. 167"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายเฉลิมชัย กลับประสิทธิ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ร้อยตำรวจโทหรือนายธนาวุฒิ สงวนสุข กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสองฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสิบสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 157, 162, 172, 173, 174, 179, 180, 340, 362, 365

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 อนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า คดีมีมูลว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาว่า สำหรับความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองที่จังหวัดฉะเชิงเทราโดยไม่มีหมายจับ หมายค้น และไม่ได้เป็นความผิดซึ่งหน้า มีการหน่วงเหนี่ยวกักขังและทำร้ายโจทก์ทั้งสอง บุกรุกเคหสถานของโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืน ซึ่งการกระทำดังกล่าวไม่มีกฎหมายใดบัญญัติหรือให้อำนาจจำเลยทั้งสิบสามกระทำเช่นนั้นต่อโจทก์ทั้งสองได้และการที่จำเลยทั้งสิบสามเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมต้องทราบว่าเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น จึงไม่สามารถอ้างเพื่อให้ตนเองพ้นความผิดได้นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความจากบันทึกจับกุมนายชาตรีหรือบอย กับพวกคือ นายบรรจงหรืออ๊อฟและนายศักดิ์ชัยหรือโต้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของโจทก์ทั้งสอง ซึ่งมีรายละเอียดและพฤติการณ์แห่งคดีว่า ก่อนจะจับกุมโจทก์ทั้งสองได้มีการจับกุมนายชาตรีกับพวกในข้อหาร่วมกันลักทรัพย์ (รถยนต์) ในเวลากลางคืน และนายชาตรีให้การว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้ใช้จ้างวานให้มาลักรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 พ - 4566 กรุงเทพมหานคร จึงสอบสวนขยายผลและจับกุมโจทก์ทั้งสองมาลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจนครบาลพระโขนงและตามสำเนารายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี ระบุข้อความว่า พันตำรวจเอกสิทธิภาพ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง สั่งให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนและฝ่ายสืบสวนปราบปราม อันได้แก่ จำเลยทั้งสิบสามนำตัวนายชาตรีไปสอบสวนขยายผลยังจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยนัดโจทก์ที่ 2 มารับรถยนต์ที่หน้าห้างสรรพสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนหากต้องไปขอหมายจับจากศาลชั้นต้นแล้ว ผู้ร่วมกระทำความผิดอาจหลบหนีไปได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 (3) ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอ้างว่า มีการไปตรวจค้นบ้านโจทก์ทั้งสองในเวลากลางคืนโดยไม่มีหมายค้น อันเป็นการบุกรุกเคหสถานนั้น ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ที่ 2 เองว่า รถที่ถูกลักอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 เป็นผู้พาเจ้าพนักงานตำรวจไปทำการตรวจค้นเอง กรณีจึงไม่จำต้องขอหมายค้นจากศาล ดังที่บัญญัติไว้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92 (4) และมาตรา 94 การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจสั่งการโดยชอบ จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองในขณะปฏิบัติหน้าที่ จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก่อให้เกิดความเสียหายต่อโจทก์ทั้งสองนั้น เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองมิได้บรรยายถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่จำเลยทั้งสิบสามร่วมกันทำร้ายร่างกายโจทก์ทั้งสองขณะโจทก์ทั้งสองถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทรา ฟ้องโจทก์ทั้งสองจึงมิได้บรรยายถึงการกระทำที่อ้างว่าจำเลยทั้งสิบสามกระทำความผิดส่วนนี้ด้วย เป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) จึงไม่มีมูลในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

สำหรับความผิดฐานทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จและนำสืบแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 162, 172, 173, 174, 179 และ 180 นั้น เห็นว่า ตามทางไต่สวนได้ความว่า การที่จำเลยทั้งสิบสามจับกุมโจทก์ทั้งสองสืบเนื่องจากคำซัดทอดของนายชาตรีกับพวก ต่อมามีการแจ้งข้อหาและทำหลักฐานการจับกุม การที่ระบุวันที่จับกุมและบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนคลาดเคลื่อนไปบ้างเป็นเพียงรายละเอียดเท่านั้น แต่สาระสำคัญนั้นมีความถูกต้องตามพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นและมีการนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาไปตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งจำเลยทั้งสิบสามอาจเชื่อว่าโจทก์ทั้งสองมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ จึงหาใช่เป็นพยานหลักฐานเท็จไม่ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ หรือนำสืบพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ

ส่วนความผิดฐานบุกรุกเคหสถานในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362, 365 นั้น เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์ที่ 2 ยอมรับว่ารถยนต์ที่ลักมาอยู่ที่บ้านของโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 พาเจ้าพนักงานตำรวจไปตรวจค้นที่บ้านของโจทก์ที่ 2 โดยความยินยอมของโจทก์ที่ 2 เอง การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานนี้

สำหรับความผิดฐานปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 นั้น โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า ทางไต่สวนโจทก์ที่ 1 เบิกความว่า สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เอาไปจากโจทก์ที่ 1 มีทั้งกระเป๋าสตางค์ เงิน 500 บาทเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ด และโจทก์ที่ 2 เบิกความว่า สิ่งของที่จำเลยที่ 2 ถึงที่ 13 เอาไปจากโจทก์ที่ 2 มีทั้งเอกสารสัญญาซื้อขาย หัวรถสิบล้อ บัตรเอทีเอ็ม ใบขับขี่รถยนต์ตลอดชีพ และเงินอีก 28,000 บาท แต่กลับระบุในบันทึกการจับกุมว่า มีเงินเพียง 20,000 บาท เท่านั้น ซึ่งเงินอีก 8,000 บาท ไม่ได้ระบุไว้ การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์นั้น เห็นว่า ของกลางทั้งหมดเจ้าพนักงานตำรวจนำไปเป็นของกลางคดีอาญา ทั้งโจทก์ทั้งสองได้อ่านข้อความในบันทึกการจับกุมที่ระบุว่า มีการยึดเงินสด ธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท 20 ฉบับ รวมเป็นเงิน 20,000 บาท แล้วมิได้โต้แย้งว่าจำนวนเงินดังกล่าวไม่ถูกต้องตรงกับความเป็นจริงแต่อย่างใด จึงเชื่อว่าเจ้าพนักงานตำรวจบันทึกข้อความในบันทึกการจับกุมโดยถูกต้องแล้ว การกระทำของจำเลยทั้งสิบสามจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ที่ศาลล่างทั้งสองเห็นว่า คดีโจทก์ทั้งสองไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ4434/2554
primary_red_case_no
อ5057/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000258.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.625/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558