คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14006/2558 ฉบับเต็ม

#592161
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14006/2558 บริษัทร่วมเจริญกรุ๊ป จำกัด โจทก์ สำนักงานประกันสังคม ผู้ร้อง บริษัทบุญธรรม อินเตอร์กรุ๊ป เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 253 (3), มาตรา 256 พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9, มาตรา 47 พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50, มาตรา 51 ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 และ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 ซึ่งบทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวนั้นเป็นเพียงกำหนดลำดับหนี้เงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มที่นายจ้างค้างชำระกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมให้เป็นหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้และให้อยู่ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตาม ป.พ.พ. โดยมิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่นายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในปีใดอย่างบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรที่ ป.พ.พ. มาตรา 256 บัญญัติให้ใช้สำหรับเอาบรรดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สิน หรือค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องได้ใช้อำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 โดยชอบตั้งแต่ปี 2554 อันถือได้ว่าเป็นวันที่ผู้ร้องใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากเงินที่อายัดในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิตามคำร้อง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 101,167.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้ วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 ประกอบมาตรา 49 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนธันวาคม 2553 เป็นเงิน 12,495,369.04 บาท และเงินเพิ่ม 3,344,485.04 บาท และเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 46 ในปี 2553 และปี 2554 เป็นเงิน 547,200 บาท และเงินเพิ่ม 123,422.40 บาท ผู้ร้องได้มีหนังสืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในหนี้ดังกล่าวในลำดับเดียวกับมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ได้ส่งเงิน 116,207.43 บาท ให้แก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อคิดถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้กองทุนประกันสังคม 7,816,187.97 บาท และเงินเพิ่ม 6,700,483.57 บาท และเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน 547,200 บาท และเงินเพิ่ม 989,020.80 บาท รวมเป็นเงิน 15,505,692.34 บาท ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในลำดับเดียวกับมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ร้องขอใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไป โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเฉพาะในปี 2554 และปี 2555 ส่วนหนี้ในปี 2552 และปี 2553 เป็นหนี้ที่ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยในฐานะเจ้าหนี้สามัญโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีประการเดียวว่า หนี้ที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมในปี 2552 และปี 2553 ตามคำร้องเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 253 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 บัญญัติว่า "หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินทดแทน เงินสมทบ หรือเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างหรือสำนักงานมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 บัญญัติว่า "หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินสมทบและหรือเงินเพิ่ม ให้สำนักงานมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นเพียงบทบัญญัติกำหนดลำดับหนี้เงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มที่นายจ้างค้างชำระกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมให้เป็นหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้และให้อยู่ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่นายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในปีใดเช่นอย่างบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 256 บัญญัติให้ใช้สำหรับเอาบรรดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สิน หรือค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่งเช่นที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาไม่ ทั้งคดีนี้ผู้ร้องได้ใช้อำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 ตามคำสั่ง โดยชอบตั้งแต่ปี 2554 อันถือได้ว่าเป็นวันที่ผู้ร้องใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินทดแทน เงินสมทบ และเงินเพิ่มชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากเงินที่อายัดในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่ม ปี 2552 และปี 2553 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจากเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ที่ส่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-รัถยา สัตยาบัน) ศาลจังหวัดระยอง - นางสาววราภรณ์ โพธิ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1899/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ฉ39/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ฉ26/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
592161
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดระยอง",
        "judge": "นางสาววราภรณ์ โพธิ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายศิริศักดิ์ เหมาะทอง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967180"
    }
}
date
2558
deka_no
14006/2558
deka_running_no
14006
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "รัถยา สัตยาบัน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 253 (3)",
            "ม. 256"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537",
        "sections": [
            "ม. 9",
            "ม. 47"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533",
        "sections": [
            "ม. 50",
            "ม. 51"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทร่วมเจริญกรุ๊ป จำกัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "สำนักงานประกันสังคม"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทบุญธรรม อินเตอร์กรุ๊ป เอ็นจิเนียริ่ง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 101,167.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยกับค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ไม่ชำระ โจทก์ขอให้บังคับคดี เจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 เพื่อบังคับชำระหนี้

วันที่ 15 พฤศจิกายน 2555 ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 47 ประกอบมาตรา 49 ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ถึงเดือนธันวาคม 2553 เป็นเงิน 12,495,369.04 บาท และเงินเพิ่ม 3,344,485.04 บาท และเงินสมทบกองทุนเงินทดแทนตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 44 ประกอบมาตรา 46 ในปี 2553 และปี 2554 เป็นเงิน 547,200 บาท และเงินเพิ่ม 123,422.40 บาท

ผู้ร้องได้มีหนังสืออายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 ผู้ร้องจึงมีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิในหนี้ดังกล่าวในลำดับเดียวกับมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 วันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ได้ส่งเงิน 116,207.43 บาท ให้แก่สำนักงานบังคับคดีจังหวัดระยองตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดี เมื่อคิดถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2555 จำเลยที่ 1 เป็นหนี้กองทุนประกันสังคม 7,816,187.97 บาท และเงินเพิ่ม 6,700,483.57 บาท และเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน 547,200 บาท และเงินเพิ่ม 989,020.80 บาท รวมเป็นเงิน 15,505,692.34 บาท ขอให้มีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินตามบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิในลำดับเดียวกับมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หากเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเพิกเฉยไม่ดำเนินการบังคับคดีภายในเวลาที่เจ้าพนักงานบังคับคดีกำหนด ผู้ร้องขอใช้สิทธิดำเนินการบังคับคดีต่อไป

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

จำเลยที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ผู้ร้องเข้าเฉลี่ยเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีบุริมสิทธิในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่มเฉพาะในปี 2554 และปี 2555 ส่วนหนี้ในปี 2552 และปี 2553 เป็นหนี้ที่ผู้ร้องมีสิทธิขอเฉลี่ยในฐานะเจ้าหนี้สามัญโดยไม่จำต้องยื่นคำร้องเข้ามาเป็นคดีใหม่ พิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่เกิน 200 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์นอกจากที่สั่งให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องมีประการเดียวว่า หนี้ที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระเงินสมทบและเงินเพิ่มกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมในปี 2552 และปี 2553 ตามคำร้องเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 253 (3) หรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 9 บัญญัติว่า "หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินทดแทน เงินสมทบ หรือเงินเพิ่มตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ลูกจ้างหรือสำนักงานมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 51 บัญญัติว่า "หนี้ที่เกิดจากการไม่ชำระเงินสมทบและหรือเงินเพิ่ม ให้สำนักงานมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" บทบัญญัติทั้งสองมาตราดังกล่าวเป็นเพียงบทบัญญัติกำหนดลำดับหนี้เงินทดแทน เงินสมทบและเงินเพิ่มที่นายจ้างค้างชำระกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคมให้เป็นหนี้บุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินของนายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้และให้อยู่ในลำดับเดียวกับบุริมสิทธิในค่าภาษีอากรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยมิได้มีบทบัญญัติใดที่กำหนดว่าหนี้นั้นจะต้องเป็นหนี้ที่นายจ้างซึ่งเป็นลูกหนี้ค้างชำระอยู่ในปีใดเช่นอย่างบุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 256 บัญญัติให้ใช้สำหรับเอาบรรดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สิน หรือค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่งเช่นที่โจทก์กล่าวมาในคำแก้ฎีกาไม่ ทั้งคดีนี้ผู้ร้องได้ใช้อำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้อายัดเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 50 และพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 47 ตามคำสั่ง โดยชอบตั้งแต่ปี 2554 อันถือได้ว่าเป็นวันที่ผู้ร้องใช้อำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมายเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกหนี้ที่ค้างชำระเงินทดแทน เงินสมทบ และเงินเพิ่มชำระหนี้แล้ว ผู้ร้องจึงมีสิทธิได้รับชำระหนี้ดังกล่าวจากเงินที่อายัดในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิตามคำร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้สามัญในหนี้เงินสมทบและเงินเพิ่ม ปี 2552 และปี 2553 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิจากเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) สาขาบ้านฉาง ของจำเลยที่ 1 ที่ส่งไปยังเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งอายัดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ฉ39/2555
primary_red_case_no
ฉ26/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000246.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1899/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558