คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2558 ฉบับเต็ม

#593225
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2558 สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด โจทก์ นายธรรมนูญ หวั่งหลี กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กำหนดอายุความสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรก มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่สอง มีอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งหากเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งก็ถือว่าสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดเป็นอันขาดอายุความ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบแปดซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์กระทำละเมิด ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ โดยอนุมัติให้เงินกู้พิเศษแก่ ส. เพื่อซื้อรถยนต์โดยไม่ได้ให้ ส. ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เมื่อ ส. จะต้องส่งมอบทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2540 และมูลละเมิดของจำเลยทั้งสิบแปดเกิดจากไม่ดำเนินการหรือละเลยไม่กวดขันให้พนักงานสหกรณ์โจทก์ติดตามทวงถาม ส. ให้ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ตามระเบียบของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหายนั้น ย่อมเกิดอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงิน 504,931.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 18 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 3 ที่ 11 และที่ 13 ถึงที่ 17 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 6 เด็ดขาด ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 6 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงิน 504,931.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบถึงความเสียหายเมื่อได้มีการประชุมใหญ่สามัญของโจทก์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 และโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอผลการสอบสวนต่อประธานกรรมการของโจทก์ในวันที่ 27 กันยายน 2550 และโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงยังไม่พ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กำหนดอายุความสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรก มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่สองมีอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งหากเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวก็ถือว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเป็นอันขาดอายุความ แม้จะได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ใต้บังคับอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบแปดซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์กระทำละเมิด ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ โดยอนุมัติให้เงินกู้พิเศษแก่นายสุนิวิษฎเพื่อซื้อรถยนต์โดยไม่ได้ให้นายสุนิวิษฎส่งมอบทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สามารถยึดรถยนต์ดังกล่าวมาชำระหนี้ได้และได้ความว่า เมื่อคณะกรรมการเงินกู้พิเศษมีมติอนุมัติเงินกู้พิเศษให้แก่นายสุนิวิษฎแล้วนายสุนิวิษฎจะต้องส่งมอบทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2540 และมูลละเมิดของจำเลยทั้งสิบแปดตามฟ้องเกิดจากการที่จำเลยทั้งสิบแปดไม่ดำเนินการหรือละเลยไม่กวดขันให้พนักงานของโจทก์ติดตามทวงถามนายสุนิวิษฎให้ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ตามระเบียบของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหายนั้น ย่อมเกิดอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พันวะสา บัวทอง-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-รังสรรค์ ดวงพัตรา) ศาลแพ่ง - นางสุกัญญา เวียงอินทร์ ศาลอุทธรณ์ - นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2897/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ837/2551 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ6000/2552 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
593225
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสุกัญญา เวียงอินทร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968753"
    }
}
date
2558
deka_no
10941/2558
deka_running_no
10941
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "พันวะสา บัวทอง",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี",
    "รังสรรค์ ดวงพัตรา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 448 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานบริษัทการบินไทย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายธรรมนูญ หวั่งหลี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงิน 504,931.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 4 ถึงที่ 10 ที่ 12 และที่ 18 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 3 ที่ 11 และที่ 13 ถึงที่ 17 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 1 ที่ 5 ที่ 6 ที่ 8 และที่ 10 ขาดนัดพิจารณา

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 6 ยื่นคำร้องว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยที่ 6 เด็ดขาด ขอให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฟ้องจำเลยที่ 6 จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 6 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสิบแปดร่วมกันชำระเงิน 504,931.12 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 469,883 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 7 และที่ 8 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ทราบถึงความเสียหายเมื่อได้มีการประชุมใหญ่สามัญของโจทก์ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 และโจทก์รู้ตัวผู้จะพึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อคณะกรรมการสอบสวนเสนอผลการสอบสวนต่อประธานกรรมการของโจทก์ในวันที่ 27 กันยายน 2550 และโจทก์ฟ้องคดีในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงยังไม่พ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่ง กำหนดอายุความสิทธิเรียกร้องอันเกิดแต่มูลละเมิดไว้ 2 กรณี คือ กรณีแรก มีอายุความหนึ่งปีนับแต่วันที่รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน กรณีที่สองมีอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด ซึ่งหากเป็นกรณีใดกรณีหนึ่งดังกล่าวก็ถือว่าสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดเป็นอันขาดอายุความ แม้จะได้ความว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้ภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนก็ตาม แต่ก็ยังอยู่ใต้บังคับอายุความสิบปีนับแต่วันทำละเมิด คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสิบแปดซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการของโจทก์กระทำละเมิด ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของโจทก์ว่าด้วยเงินกู้พิเศษ โดยอนุมัติให้เงินกู้พิเศษแก่นายสุนิวิษฎเพื่อซื้อรถยนต์โดยไม่ได้ให้นายสุนิวิษฎส่งมอบทะเบียนรถยนต์ให้โจทก์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย สามารถยึดรถยนต์ดังกล่าวมาชำระหนี้ได้และได้ความว่า เมื่อคณะกรรมการเงินกู้พิเศษมีมติอนุมัติเงินกู้พิเศษให้แก่นายสุนิวิษฎแล้วนายสุนิวิษฎจะต้องส่งมอบทะเบียนรถยนต์แก่โจทก์ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2540 และมูลละเมิดของจำเลยทั้งสิบแปดตามฟ้องเกิดจากการที่จำเลยทั้งสิบแปดไม่ดำเนินการหรือละเลยไม่กวดขันให้พนักงานของโจทก์ติดตามทวงถามนายสุนิวิษฎให้ส่งมอบทะเบียนรถยนต์ตามระเบียบของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2540 ดังนั้น วันทำละเมิดย่อมเกิดขึ้นนับแต่วันที่ได้กระทำหรืองดเว้นกระทำอันเป็นมูลเหตุให้เกิดความเสียหายนั้น ย่อมเกิดอย่างช้าที่สุดในวันที่ 30 กรกฎาคม 2540 โจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 จึงล่วงพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิดแล้วฟ้องโจทก์ย่อมขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ837/2551
primary_red_case_no
พ6000/2552
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000260.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2897/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558