คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13965/2558 ฉบับเต็ม

#593229
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13965/2558 นาย ถ. โจทก์ นาง ป. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 84/1 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6, มาตรา 23, มาตรา 147 โจทก์ฟ้องกล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยโดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์และจำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีตามประเด็นข้อพิพาท สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนและฟังข้อเท็จจริงยุติว่าจำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร แต่เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาทซึ่งใน ป.วิ.พ. ไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเอง แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาท การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และจำเลยเองทั้งหมดจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 คดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วยในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาการหย่า จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานโดยเรียกพยานเข้าสอบถาม จากนั้นก็มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย โดยบรรยายคำฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยสร้างหนี้สินในครอบครัว กอบโกยเอาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์และเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปจนหมดสิ้น มิได้นำเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และมิได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร อันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุหย่าตามข้ออ้างของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีการไต่สวนพยานโจทก์จำเลย โดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีที่ประเด็นข้อพิพาทรวม 3 ประเด็น สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนเองและฟังเป็นข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ซึ่งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองโดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบเลยได้ เพราะมีผลเปรียบเสมือนศาลดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยเองทั้งหมด แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างเข้ามาและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี อีกทั้งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า เมื่อจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 10 ตำบลไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยอยู่กับโจทก์และบุตรอีก 4 คน บุตร 2 คนแรกเป็นบุตรที่ติดจำเลยมา อายุ 23 ปี และ 22 ปี ส่วนบุตรอีก 2 คนเป็นบุตรที่เกิดจากโจทก์ อายุ 18 ปี และ 10 ปี ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วย ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวจึงต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยเองทั้งหมด และดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ จำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อมีคำพิพากษา (จรูญ ชีวิตโสภณ -พิศล พิรุณ-บุญไชย ธนาพันธ์สิน) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี - นางสาวพรทิพย์ ถนอมรอด ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายยอดชาย วีระพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก เยาวชนและครอบครัว หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)76/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ332/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ214/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
593229
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นางสาวพรทิพย์ ถนอมรอด"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายยอดชาย วีระพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967193"
    }
}
date
2558
deka_no
13965/2558
deka_running_no
13965
deka_year
2558
department
เยาวชนและครอบครัว
judges
[
    "จรูญ ชีวิตโสภณ",
    "พิศล พิรุณ",
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 84/1"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 6",
            "ม. 23",
            "ม. 147"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ถ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยไปจดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแสดงเจตนาการหย่า

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ไต่สวนพยานโดยเรียกพยานเข้าสอบถาม จากนั้นก็มีคำสั่งให้งดสืบพยานโจทก์และพยานจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลย โดยบรรยายคำฟ้องถึงข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่า จำเลยสร้างหนี้สินในครอบครัว กอบโกยเอาผลประโยชน์ในทรัพย์สินของโจทก์และเบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ไปจนหมดสิ้น มิได้นำเงินดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในครัวเรือน และมิได้อุปการะเลี้ยงดูโจทก์ตามสมควร อันเป็นการปฏิปักษ์ต่อการที่เป็นสามีภริยากันอย่างร้ายแรง จำเลยให้การปฏิเสธ ดังนั้น คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่า มีเหตุหย่าตามข้ออ้างของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (6) หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์กล่าวอ้างข้อเท็จจริงในเรื่องของเหตุหย่า จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์ผู้มีภาระการพิสูจน์จึงมีหน้าที่จะต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบสนับสนุนข้ออ้างของตน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แต่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้มีการไต่สวนพยานโจทก์จำเลย โดยศาลชั้นต้นเป็นผู้สอบถามโจทก์จำเลยเองทั้งหมด ไม่ได้ให้ทนายโจทก์หรือทนายจำเลยซักถามหรือถามค้านพยาน แล้วก็มีคำสั่งว่า คดีพอวินิจฉัยได้ จึงให้งดสืบพยานโจทก์จำเลย จากนั้นก็วินิจฉัยคดีที่ประเด็นข้อพิพาทรวม 3 ประเด็น สำหรับประเด็นเรื่องฟ้องหย่าก็วินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานเหมือนคดีที่มีการสืบพยานทั่วไป เพียงแต่เป็นพยานหลักฐานที่เกิดจากศาลเป็นผู้ไต่สวนเองและฟังเป็นข้อเท็จจริงว่า จำเลยไม่อุปการะเลี้ยงดูโจทก์เท่าที่ควร เมื่อคดีนี้เป็นคดีมีข้อพิพาท ซึ่งในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งไม่ได้ให้อำนาจศาลเรียกพยานมาไต่สวนเองโดยไม่จำต้องให้คู่ความนำพยานหลักฐานเข้าสืบเลยได้ เพราะมีผลเปรียบเสมือนศาลดำเนินการสืบพยานโจทก์จำเลยเองทั้งหมด แม้ศาลจะมีอำนาจซักถามพยาน แต่ก็ต้องเป็นพยานที่คู่ความอ้างเข้ามาและศาลต้องให้คู่ความซักถามต่อจากศาล ทั้งข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นไต่สวนก็มิได้สอดคล้องและครบถ้วนตามข้อเท็จจริงที่โจทก์กล่าวอ้างมาในคำฟ้องและประเด็นข้อพิพาทแห่งคดี อีกทั้งได้ความจากจำเลยเบิกความตอบศาลถามว่า เมื่อจำเลยจดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 61 หมู่ที่ 10 ตำบลไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี โดยอยู่กับโจทก์และบุตรอีก 4 คน บุตร 2 คนแรกเป็นบุตรที่ติดจำเลยมา อายุ 23 ปี และ 22 ปี ส่วนบุตรอีก 2 คนเป็นบุตรที่เกิดจากโจทก์ อายุ 18 ปี และ 10 ปี ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่ผู้เยาว์มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียอยู่ด้วย ในการพิจารณาพิพากษาคดีครอบครัวจึงต้องมีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 23 ประกอบมาตรา 147 การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานโจทก์และพยานจำเลยเองทั้งหมด และดำเนินกระบวนพิจารณาพิพากษาคดีโดยมีเพียงผู้พิพากษาสองคนเป็นองค์คณะ ไม่มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมอยู่ด้วยจึงเป็นการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 อันเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ จึงเห็นสมควรเพิกถอนกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานโจทก์ จำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี คดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์อีกต่อไป

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยใหม่ให้สิ้นกระแสความโดยให้มีผู้พิพากษาสมทบอีกสองคนซึ่งอย่างน้อยคนหนึ่งต้องเป็นสตรีเป็นองค์คณะร่วมพิจารณา แล้วมีคำพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมให้ศาลชั้นต้นสั่งเมื่อมีคำพิพากษา
opensearch_id
primary_black_case_no
พ332/2556
primary_red_case_no
พ214/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000246.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)76/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558