คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13070/2558 ฉบับเต็ม

#593489
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13070/2558 ธนาคารอาคารสงเคราะห์ โจทก์ นิติบุคคลอาคารชุดซิตี้พาร์ค บางนา (2) ซี 8 จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 149, มาตรา 213 วรรคสอง โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ คำให้การแก้ฟ้องแย้งก็ขอชำระเงินตามจำนวนที่เห็นว่าถูกต้อง ถือว่าโจทก์ยินยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแล้ว เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตน การที่จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยตาม ป.พ.พ. มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 213 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดดังกล่าว ให้ดำเนินการให้บริการสาธารณูปโภคในห้องชุด หากจำเลยไม่กระทำการหรือกระทำการไม่ครบ ขอถือเอาคำพิพากษาแทนใบปลอดหนี้ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงิน 172,455.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 69,885.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่าส่วนกลาง 24,240 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จหากโจทก์วางเงินชำระแล้วให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแทนใบปลอดหนี้ของจำเลย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลย 38,446.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,296 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 5 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้โจทก์ชำระตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 38,446.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,296 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 5 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า หากโจทก์ชำระหนี้ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ ศาลจะให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ คำให้การแก้ฟ้องแย้งก็ขอชำระเงินตามจำนวนที่เห็นว่าถูกต้อง ถือว่าโจทก์ยินยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแล้ว เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 การที่จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อโจทก์ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้มอบให้โจทก์ไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (กษิดิ์เดช จีนสลุต-จักรกฤช เจริญเลิศ-สมพงษ์ เหมวิมล) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นายสืบสาย บริรักษ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2306/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ349/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1789/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
593489
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นายสืบสาย บริรักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายวิเทพ พัชรภิญโญพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967854"
    }
}
date
2558
deka_no
13070/2558
deka_running_no
13070
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "จักรกฤช เจริญเลิศ",
    "สมพงษ์ เหมวิมล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 149",
            "ม. 213 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารอาคารสงเคราะห์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นิติบุคคลอาคารชุดซิตี้พาร์ค บางนา (2) ซี 8"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ห้องชุดดังกล่าว ให้ดำเนินการให้บริการสาธารณูปโภคในห้องชุด หากจำเลยไม่กระทำการหรือกระทำการไม่ครบ ขอถือเอาคำพิพากษาแทนใบปลอดหนี้ และให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ และฟ้องแย้งขอให้โจทก์ชำระเงิน 172,455.81 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 20 ต่อปี ของต้นเงิน 69,885.50 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า ขอให้พิพากษาให้โจทก์ชำระเงินค่าส่วนกลาง 24,240 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวจนกว่าจะชำระเสร็จหากโจทก์วางเงินชำระแล้วให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้แก่โจทก์ หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาแทนใบปลอดหนี้ของจำเลย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงินให้จำเลย 38,446.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 24,296 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องแย้ง (ฟ้องแย้งวันที่ 5 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้โจทก์ชำระตามทุนทรัพย์ที่จำเลยชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความในส่วนของโจทก์ให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ชำระเงิน 38,446.93 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 24,296 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้ง (วันที่ 5 มิถุนายน 2556) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลย ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้คืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมาแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยว่า หากโจทก์ชำระหนี้ที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายส่วนกลางครบถ้วนแล้ว จำเลยไม่ออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ให้โจทก์ ศาลจะให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยได้หรือไม่ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้มีคำวินิจฉัย แต่ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำวินิจฉัยใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) ประกอบมาตรา 247 เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง บัญญัติว่า เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้ ถ้าวัตถุแห่งหนี้เป็นอันให้กระทำนิติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ศาลจะสั่งให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของลูกหนี้ได้ โจทก์ฟ้องโดยมีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ คำให้การแก้ฟ้องแย้งก็ขอชำระเงินตามจำนวนที่เห็นว่าถูกต้อง ถือว่าโจทก์ยินยอมชำระค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ค้างชำระแล้ว เมื่อโจทก์ชำระหนี้ตามคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แล้ว หนี้เป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์ก็มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้ตอบแทนเช่นกัน เพราะโจทก์ประสงค์จะนำหนังสือนี้ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอจดทะเบียนโอนห้องชุดมาเป็นของตน ตามพระราชบัญญัติอาคารชุด พ.ศ. 2522 การที่จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้จึงก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะโอนห้องชุดได้ จึงเป็นการกระทำนิติกรรมฝ่ายเดียวของจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 ดังนั้น ในการบังคับชำระหนี้ หากสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่อง ศาลชอบที่จะสั่งให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 213 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า เมื่อโจทก์ชำระเงินตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ครบถ้วนแล้ว ให้จำเลยออกหนังสือรับรองการปลอดหนี้มอบให้โจทก์ไป หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
พ349/2556
primary_red_case_no
พ1789/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000252.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2306/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558