คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13708/2558 ฉบับเต็ม

#593491
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13708/2558 บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด ผู้ร้อง นางสาวพรทิพย์ ณ สงขลา กับพวก จำเลย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 พ.รก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้ บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้อง ส่วนบริษัท ร. จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 340,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหรือส่งมอบรถยนต์คืน แต่ไม่เกิน 6 เดือน ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 6 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 4 มกราคม 2555 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 5 ตุลาคม 2555 ไม่มีฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด โอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติ มาตรา 7 ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้อง ส่วนบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงกับคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้ นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ประทีป ดุลพินิจธรรมา-ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์-โอภาส อนันตสมบูรณ์) ศาลจังหวัดสงขลา - นายกิตติพงศ์ ทองปุย ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนากิจ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2538/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1161/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ2285/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
593491
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายกิตติพงศ์ ทองปุย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นางอุบลรัตน์ ลีพัฒนากิจ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967399"
    }
}
date
2558
deka_no
13708/2558
deka_running_no
13708
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ประทีป ดุลพินิจธรรมา",
    "ทรงศิลป์ ธรรมรัตน์",
    "โอภาส อนันตสมบูรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเงินทุนธนชาติ จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ซีเอฟ เอเชีย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวพรทิพย์ ณ สงขลา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคา 340,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ 48,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 48,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระสร็จ และค่าเสียหายอีกเดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 พฤษภาคม 2548) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จหรือส่งมอบรถยนต์คืน แต่ไม่เกิน 6 เดือน

ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีลงวันที่ 6 กันยายน 2549 ต่อมาวันที่ 22 ธันวาคม 2552 โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ วันที่ 4 มกราคม 2555 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 วันที่ 5 ตุลาคม 2555 ไม่มีฝ่ายใดฎีกา จึงเป็นที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยสรุปว่า บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ไม่ใช่คู่ความหรือบุคคลซึ่งเป็นฝ่ายชนะคดีตามคำพิพากษา จึงไม่อาจร้องขอให้บังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ทั้งไม่ใช่บุคคลตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้เข้าสวมสิทธิแทนได้ จึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เพื่อบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ ต่อมาวันที่ 19 กรกฎาคม 2556 บริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด โอนสิทธิเรียกร้อง ซึ่งรวมทั้งสิทธิเรียกร้องที่โจทก์มีต่อจำเลยทั้งสองแก่ผู้ร้องซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ คือเป็นบริษัทจำกัดที่ได้จดทะเบียนตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541

ผู้ร้องยื่นคำร้องลงวันที่ 15 สิงหาคม 2557 ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ. 2541 มาตรา 7 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาตรวจวินิจฉัยว่ามีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 7 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 พ.ศ.2550 มาตรา 5 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว... และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" ในการพิจารณาว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้รับโอนสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้หรือไม่ แม้บทบัญญัติดังกล่าวมิได้บัญญัติว่าการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ตามมาตรานี้ต้องเป็นการโอนหรือรับโอนมาจากผู้ใด แต่การที่กฎหมายบัญญัติให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ได้รับโอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีที่มีการฟ้องร้องหรือที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ ย่อมมีความหมายว่าต้องเป็นการโอนหรือรับโอนสินทรัพย์มาจากผู้โอนซึ่งเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนคู่ความหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเดิมดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติ มาตรา 7 ของพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 เมื่อโจทก์ผู้เป็นคู่ความอยู่เดิมมิได้เป็นผู้โอนสินทรัพย์อันเป็นสิทธิเรียกร้องที่ศาลมีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวแล้วแก่ผู้ร้อง ส่วนบริษัทรีโซลูชั่น เวย์ จำกัด ผู้โอน มิใช่คู่ความอยู่เดิมหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอยู่เดิม หรือเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ผู้ที่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ผู้ร้องจึงไม่อาจเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาคดีนี้ตามคำร้องได้ สำหรับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3845/2556 ที่ผู้ร้องกล่าวอ้างในฎีกาเทียบเคียงกับคดีนี้นั้น เป็นเรื่องธนาคารโอนขายสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้เงินกู้และมูลหนี้เบิกเงินเกินบัญชีแก่บริษัทซึ่งมิได้เป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ แล้วบริษัทดังกล่าวโอนขายต่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์ จากนั้นบริษัทบริหารสินทรัพย์มาฟ้องลูกหนี้แห่งสิทธิเรียกร้อง มิใช่เป็นการโอนสินทรัพย์ที่มีการฟ้องบังคับตามสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาลหรือศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว จึงมิใช่เรื่องบริษัทบริหารสินทรัพย์ขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาอย่างผู้ร้องคดีนี้ นำมาเทียบเคียงกับคดีนี้ไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกคำร้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง แต่มิได้สั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้แก้ไข ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโดยสั่งให้ครบถ้วน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1161/2548
primary_red_case_no
พ2285/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000248.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2538/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558