คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2559 ฉบับเต็ม

#594017
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 318/2559 นายสสิริ สสิริน โจทก์ นางสาวกฤตมน จินดาวัฒนภูมิ จำเลย ป.อ. มาตรา 22, มาตรา 56 วรรคแรก, มาตรา 78 วรรคสอง ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลย แม้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษา การที่คดียังไม่ถึงที่สุดไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษต่อไม่ได้ จำเลยไม่อาจยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การจากให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพในชั้นฎีกาได้ เพราะการแก้ไขคำให้การต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นพิพากษา แต่การยื่นคำร้องดังกล่าวถือเป็นการรับข้อเท็จจริงว่ากระทำความผิดโดยไม่โต้แย้งคำพิพากษาลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าจำเลยเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลย เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่มีเหตุรอการลงโทษ แต่การนำเงินค่าเสียหายมาวางต่อศาลเพื่อชดใช้แก่โจทก์ เป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 7252/2555, 8122/2555 และ 8124/2555 ของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8122/2555 หมายเลขแดงที่ 9765/2556 ส่วนคดีอื่นที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำขอส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8122/2555 หมายเลขแดงที่ 9765/2556 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด นับโทษต่อไม่ได้นั้น การนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้ว เมื่อศาลพิพากษาคดีหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ เมื่อปรากฏจากคำฟ้องฎีกาของจำเลยแจ้งชัดแล้วว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลย แม้ว่าคดีดังกล่าวจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งยังไม่ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอยู่ การที่คดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษต่อไม่ได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาจากที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพนั้น จำเลยไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น ปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าตนเองเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป 66,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่นพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่การที่จำเลยนำเงินจำนวน 66,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 (นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-สมจิตร์ ทองศรี) ศาลจังหวัดพัทยา - นายพัลลอง มั่นดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นางเศรณี ศิริมังคละ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1017/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ8123/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ9766/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594017
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพัทยา",
        "judge": "นายพัลลอง มั่นดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นางเศรณี ศิริมังคละ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965651"
    }
}
date
2559
deka_no
318/2559
deka_running_no
318
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน",
    "สมจิตร์ ทองศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 56 วรรคแรก",
            "ม. 78 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 163 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสสิริ สสิริน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวกฤตมน จินดาวัฒนภูมิ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 7252/2555, 8122/2555 และ 8124/2555 ของศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 จำคุก 4 เดือน นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 8122/2555 หมายเลขแดงที่ 9765/2556 ส่วนคดีอื่นที่ขอให้นับโทษต่อ ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำขอส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาข้อกฎหมายว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ 8122/2555 หมายเลขแดงที่ 9765/2556 ของศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด นับโทษต่อไม่ได้นั้น การนับโทษต่อจากสำนวนคดีเรื่องใดจะต้องปรากฏว่าคดีเรื่องนั้น ศาลได้พิพากษาลงโทษจำเลยไว้ก่อนแล้ว เมื่อศาลพิพากษาคดีหลังจึงจะนับโทษต่อจากกำหนดโทษในสำนวนคดีเรื่องก่อนได้ เมื่อปรากฏจากคำฟ้องฎีกาของจำเลยแจ้งชัดแล้วว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษจำเลยต่อนั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำเลย แม้ว่าคดีดังกล่าวจะยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งยังไม่ได้พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ จำเลยยังคงต้องถูกบังคับตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวอยู่ การที่คดียังไม่ถึงที่สุดจึงไม่ใช่เหตุที่จะนำมานับโทษต่อไม่ได้ ฎีกาของจำเลยในปัญหาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาจากที่ให้การปฏิเสธเป็นรับสารภาพนั้น จำเลยไม่อาจกระทำได้เพราะการแก้ไขคำให้การจะต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 163 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ.2520 มาตรา 3 แต่อย่างไรก็ดี เมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอดังกล่าว ถือได้ว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริง โดยไม่โต้แย้งข้อที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 และที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษนั้น ปรากฏพฤติการณ์ที่จำเลยหลอกลวงโจทก์ว่าตนเองเป็นทนายความ ทำให้โจทก์หลงเชื่อมอบเงินให้จำเลยไป 66,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายและความเดือดร้อนของผู้อื่นพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง จึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้แก่จำเลย แต่การที่จำเลยนำเงินจำนวน 66,000 บาท มาวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดี ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษ ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขโทษให้เหมาะสม

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
อ8123/2555
primary_red_case_no
อ9766/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000233.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1017/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559