คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14640/2558 ฉบับเต็ม

#594020
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14640/2558 พนักงานอัยการจังหวัดไชยา โจทก์ นางสาวสุดคนึง วุฒิจันทร์ จำเลย พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง 25, มาตรา 25, มาตรา 33 วรรคสอง จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุม ตาม พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง แต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป จึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว และเป็นกรณีที่คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 33 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 699/2556 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 620/2553 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 10 ครั้ง จนครบ 6 เดือน ยินยอมให้มีการตรวจสอบการใช้สารเสพติดให้โทษในปัสสาวะ ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 20 ชั่วโมง และให้ดำเนินการอื่นใดตามเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกลยาเสพติด ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 926/2553 ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูและปรับแผนการฟื้นฟูออกไปอีก 60 วัน เนื่องจากจำเลยหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีกจนเป็นเหตุให้ถูกจับดำเนินคดีฐานร่วมกันเสพและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 959/2553 ว่า ปรากฏว่าระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์ประมาณ 7 เดือน จึงให้ปรับแผนการฟื้นฟูจำเลย โดยให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ และกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และยินยอมให้เก็บปัสสาวะตรวจหาสารเสพติดให้โทษ ตลอดจนให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และดำเนินการอื่นใดตามความเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกลยาเสพติดให้โทษ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 1231/2554 ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับการฟื้นฟู อีกทั้งบุคคลในครอบครัวไม่มีผู้ใดสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการบำบัดฟื้นฟู จึงมีคำวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีเอกสารท้ายฟ้อง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว เพียงแต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 3 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เพื่อขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดได้ การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงไม่น่าจะเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลย ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี-สมยศ เข็มทอง-ปกรณ์ มหรรณพ) ศาลจังหวัดไชยา - นางอรนุช วิริยพันธ์ ศาลอุทธรณ์ - นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2866/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ698/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ674/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594020
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดไชยา",
        "judge": "นางอรนุช วิริยพันธ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุพจน์ บำเพ็ญวัฒนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081966718"
    }
}
date
2558
deka_no
14640/2558
deka_running_no
14640
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ปกรณ์ มหรรณพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545",
        "sections": [
            "ม. 22 วรรคหนึ่ง 25",
            "ม. 25",
            "ม. 33 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดไชยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวสุดคนึง วุฒิจันทร์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 และนับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 699/2556 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 57, 91 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน ยกคำขอให้นับโทษต่อ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2553 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยโดยกล่าวหาว่า กระทำความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2553 ต่อมาวันที่ 6 กันยายน 2553 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ส่งตัวจำเลยไปเพื่อตรวจพิสูจน์การเสพหรือการติดยาเสพติด โดยคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 620/2553 ให้จำเลยเข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมคุมประพฤติเป็นเวลา 6 เดือน โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ 10 ครั้ง จนครบ 6 เดือน ยินยอมให้มีการตรวจสอบการใช้สารเสพติดให้โทษในปัสสาวะ ให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 20 ชั่วโมง และให้ดำเนินการอื่นใดตามเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกลยาเสพติด ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 926/2553 ให้ขยายระยะเวลาการฟื้นฟูและปรับแผนการฟื้นฟูออกไปอีก 60 วัน เนื่องจากจำเลยหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีกจนเป็นเหตุให้ถูกจับดำเนินคดีฐานร่วมกันเสพและมียาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หลังจากนั้น คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 959/2553 ว่า ปรากฏว่าระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์ประมาณ 7 เดือน จึงให้ปรับแผนการฟื้นฟูจำเลย โดยให้เข้ารับการฟื้นฟูแบบไม่ควบคุมตัวในโปรแกรมสำนักงานคุมประพฤติ และกำหนดเงื่อนไขให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควร ห้ามเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษทุกชนิด และยินยอมให้เก็บปัสสาวะตรวจหาสารเสพติดให้โทษ ตลอดจนให้ละเว้นการคบหาสมาคมกับผู้เกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษ และดำเนินการอื่นใดตามความเหมาะสมเพื่อให้มีความมั่นคงในการดำรงชีวิตโดยห่างไกลยาเสพติดให้โทษ ต่อมาคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีคำสั่งที่ 1231/2554 ว่า จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการ มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอยู่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ยอมรับการฟื้นฟู อีกทั้งบุคคลในครอบครัวไม่มีผู้ใดสามารถว่ากล่าวตักเตือนได้ แสดงให้เห็นว่าไม่เห็นความสำคัญและประโยชน์ของการบำบัดฟื้นฟู จึงมีคำวินิจฉัยว่า ผลการฟื้นฟูไม่เป็นที่น่าพอใจ ให้ส่งคดีคืนพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินการต่อไป ตามคำวินิจฉัยของคณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีเอกสารท้ายฟ้อง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น แสดงว่าจำเลยได้เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ตามพระราชบัญญัติฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด พ.ศ.2545 มาตรา 22 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบไม่ควบคุมตามแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแล้ว เพียงแต่ระหว่างการฟื้นฟูจำเลยตั้งครรภ์และยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติดให้โทษอีก คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงปรับแผนการฟื้นฟูและให้ขยายระยะเวลาออกไปอีก แต่จำเลยก็ยังเกี่ยวข้องกับยาเสพติด คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานี จึงมีความเห็นให้ส่งจำเลยคืนพนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยได้เข้ารับการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจนครบกำหนดเวลาตามมาตรา 25 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงทำนองว่า จำเลยยังเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูไม่ครบถ้วนตามที่กำหนดในแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดตามนัยมาตรา 25 จึงเป็นการคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง เมื่อผลการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดยังไม่เป็นที่พอใจ คณะอนุกรรมการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจังหวัดสุราษฎร์ธานีจึงมีหน้าที่รายงานความเห็นไปยังพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการแล้วแต่กรณี เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินคดีต่อไป ตามมาตรา 3 วรรคสอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น แต่เพื่อมิให้คดีนี้ต้องล่าช้าเกินสมควร หากศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ จึงเห็นสมควรพิจารณาพิพากษาไปเลยในประเด็นที่จำเลยอุทธรณ์เพื่อขอให้รอการลงโทษจำคุกต่อไป เห็นว่า ระหว่างการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดจำเลยยังคงเกี่ยวข้องกับยาเสพติด เชื่อว่าจำเลยไม่อาจเปลี่ยนพฤติกรรมเกี่ยวกับยาเสพติดได้ การรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจึงไม่น่าจะเป็นผลดีแก่สังคมและตัวจำเลย ที่ศาลชั้นต้นไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ698/2556
primary_red_case_no
อ674/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000242.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2866/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558