คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2559 ฉบับเต็ม

#594400
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1755/2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางฉวีวรรณ จริยพิรุฬห์ จำเลย ป.อ. มาตรา 21 วรรคสอง, มาตรา 91 (3), มาตรา 147 แม้ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสิบกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ จะเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน น้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 365 วัน หรือ 366 วัน สุดแล้วแต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 150 ปี ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะรวมโทษก่อนแล้วลดโทษเป็นจำคุก 75 ปี หรือลดโทษก่อนแล้วรวมโทษเป็นจำคุก 60 ปี 180 เดือน ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ต้องลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 91 (3) การรวมโทษก่อนลดโทษให้แก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลร้ายแก่จำเลยจนถึงกับต้องแก้ไขโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147 และ 157 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทงเป็นจำคุก 150 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 75 ปี กรณีความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ปลอมเพียงครั้งเดียวแล้วใช้เบียดบังเอาทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย มาเป็นของจำเลยโดยทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยจะเป็นกรรมเดียวกันหรือหลายกรรมต่างกันนั้นมิได้พิจารณาแต่เพียงว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ปลอมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงการกระทำอื่น ๆ ของจำเลยประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ค่าภาระการใช้ท่าเรือ ค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือประเภทต่างๆ และรับเงินค่าภาระเป็นเงินสด รวมสินค้า/บริการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม จากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทต่าง ๆ ที่ได้เข้าใช้บริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายไปเป็นของตน ต่างวันและเวลากัน กับคนละบริษัท ทั้งจำนวนเงินที่จำเลยเบียดบังไปก็เป็นคนละจำนวนกันด้วย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองและเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่างกัน ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกัน อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสิบกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ จะเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ซึ่งการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน น้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 365 วัน หรือ 366 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 150 ปี ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะรวมโทษก่อนแล้วลดโทษเป็นจำคุก 75 ปี หรือลดโทษก่อนแล้วรวมโทษเป็นจำคุก 60 ปี 180 เดือน ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ต้องลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) การรวมโทษก่อนลดโทษให้แก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลร้ายแก่จำเลยจนถึงกับต้องแก้ไขโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขโทษจำคุกของจำเลยโดยลดโทษก่อนแล้วจึงรวมโทษดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายในการจัดเก็บรายได้ของผู้เสียหายซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งจำเลยกระทำต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายเดือนและเงินที่จำเลยเบียดบังไปเมื่อรวมกันแล้วก็มีจำนวนสูง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยยินยอมรับผิดต่อผู้เสียหายและได้ชดใช้เงินทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่ก่อนที่จะกระทำความผิดจำเลยควรจะคิดใคร่ครวญให้ดี มิใช่กระทำความผิดแล้วจึงนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อนำมาเป็นข้ออ้างขอให้ศาลฎีกาปรานีแก่จำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังมิใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (ปกรณ์ มหรรณพ-วิวรรต นิ่มละมัย-นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี) ศาลอาญากรุงเทพใต้ - นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.252/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3747/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4568/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594400
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญากรุงเทพใต้",
        "judge": "นายสันติ ชูกิจทรัพย์ไพศาล"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสุรศักดิ์ วิมลรัตน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965060"
    }
}
date
2559
deka_no
1755/2559
deka_running_no
1755
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ปกรณ์ มหรรณพ",
    "วิวรรต นิ่มละมัย",
    "นุจรินทร์ จันทร์พรายศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 21 วรรคสอง",
            "ม. 91 (3)",
            "ม. 147"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางฉวีวรรณ จริยพิรุฬห์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147 และ 157

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทงเป็นจำคุก 150 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 75 ปี กรณีความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสิบปี จึงให้ลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 สำหรับโทษและนอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ปลอมเพียงครั้งเดียวแล้วใช้เบียดบังเอาทรัพย์ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ผู้เสียหาย มาเป็นของจำเลยโดยทุจริตต่อหน้าที่ก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยจะเป็นกรรมเดียวกันหรือหลายกรรมต่างกันนั้นมิได้พิจารณาแต่เพียงว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงินเลขที่ปลอมเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงการกระทำอื่น ๆ ของจำเลยประกอบด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยออกใบเสร็จรับเงิน/ใบกำกับภาษี ค่าภาระการใช้ท่าเรือ ค่าบริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือประเภทต่างๆ และรับเงินค่าภาระเป็นเงินสด รวมสินค้า/บริการ และภาษีมูลค่าเพิ่ม จากลูกค้าซึ่งเป็นบริษัทต่าง ๆ ที่ได้เข้าใช้บริการและความสะดวกต่าง ๆ ของกิจการท่าเรือของผู้เสียหาย แล้วเบียดบังเอาเงินที่จำเลยรับไว้จากลูกค้าเพื่อส่งมอบให้แก่ผู้เสียหายไปเป็นของตน ต่างวันและเวลากัน กับคนละบริษัท ทั้งจำนวนเงินที่จำเลยเบียดบังไปก็เป็นคนละจำนวนกันด้วย เช่นนี้ การกระทำของจำเลยในแต่ละครั้งจึงเป็นความผิดสำเร็จในตัวเองและเป็นการกระทำโดยมีเจตนาต่างกัน ถือได้ว่าจำเลยกระทำความผิดโดยมีเจตนาแยกต่างหากจากกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดหลายกรรม หาใช่เป็นการกระทำความผิดต่อเนื่องกัน อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทดังที่จำเลยฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษให้แก่จำเลยชอบหรือไม่ เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์รวมโทษจำคุกของจำเลยทั้งสามสิบกระทงเข้าด้วยกันแล้วจึงลดโทษ จะเป็นผลร้ายแก่จำเลยมากกว่าลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกัน เพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือน ให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปี ให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ซึ่งการกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดเท่ากับ 360 วัน น้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินที่อาจมีถึง 365 วัน หรือ 366 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีจันทรคติ ก็ตาม แต่คดีนี้ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปีหรือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยกระทงละ 5 ปี รวม 30 กระทง เป็นจำคุก 150 ปี ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะรวมโทษก่อนแล้วลดโทษเป็นจำคุก 75 ปี หรือลดโทษก่อนแล้วรวมโทษเป็นจำคุก 60 ปี 180 เดือน ก็ตาม ศาลอุทธรณ์ก็ต้องลงโทษจำคุกจำเลย 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) การรวมโทษก่อนลดโทษให้แก่จำเลยย่อมไม่เป็นผลร้ายแก่จำเลยจนถึงกับต้องแก้ไขโทษจำคุกจำเลยเสียใหม่ จึงไม่มีเหตุที่จะแก้ไขโทษจำคุกของจำเลยโดยลดโทษก่อนแล้วจึงรวมโทษดังที่จำเลยฎีกา ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อสุดท้ายว่า มีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นการกระทำโดยมิได้คำนึงถึงความเสียหายในการจัดเก็บรายได้ของผู้เสียหายซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ทั้งจำเลยกระทำต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายเดือนและเงินที่จำเลยเบียดบังไปเมื่อรวมกันแล้วก็มีจำนวนสูง พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยเป็นเรื่องที่ร้ายแรง แม้จำเลยยินยอมรับผิดต่อผู้เสียหายและได้ชดใช้เงินทั้งหมดคืนให้แก่ผู้เสียหายแล้วก็ตาม แต่ก่อนที่จะกระทำความผิดจำเลยควรจะคิดใคร่ครวญให้ดี มิใช่กระทำความผิดแล้วจึงนำเงินมาชดใช้คืนให้แก่ผู้เสียหายเพื่อนำมาเป็นข้ออ้างขอให้ศาลฎีกาปรานีแก่จำเลย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็ยังมิใช่เหตุเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกหรือรอการกำหนดโทษให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3747/2557
primary_red_case_no
อ4568/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000228.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.252/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559