คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2559 ฉบับเต็ม

#594684
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 126/2559 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด ผู้ร้อง นายกมล มาณะเวชหรือมานะเวช กับพวก จำเลย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3, มาตรา 7 ตาม พ.ร.ก.บริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 3 ที่แก้ไขแล้ว บัญญัติว่า "การบริหารสินทรัพย์หมายความว่า (1) การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน หรือสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เลิก หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้วและคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" และกระทรวงการคลังได้มีประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงิน ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกัน จึงเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิรับซื้อหรือรับโอนหนี้สินด้อยคุณภาพจากผู้ขอสวมสิทธิเดิม โดยอาศัย พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้โดยชอบ หาตกอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ สัญญาซื้อขายระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541มาตรา 3 ที่แก้ไขแล้ว บัญญัติว่า "การบริหารสินทรัพย์" หมายความว่า (1) การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน หรือสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เลิก หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" และกระทรวงการคลังได้มีประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงิน ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันจึงเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิรับซื้อหรือรับโอนหนี้สินด้อยคุณภาพจากผู้ขอสวมสิทธิเดิม โดยอาศัยพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้โดยชอบ หาตกอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ไม่ สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ในคดีนี้การร้องขอสวมสิทธิของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแต่ตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียผลของคดีย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องซื้อสินทรัพย์ต่อจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์และโอนสิทธิเรียกร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติไว้ให้กระทำได้ จึงชอบแล้ว และเมื่อได้ความว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้ร้องได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กันไว้ การซื้อขายสินทรัพย์จึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ส่วนผู้ซื้อจะได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วหรือไม่ หามีผลทำให้การซื้อขายสินทรัพย์ที่ทำเป็นหนังสือแล้วนั้นไม่มีผลผูกพันกันไม่ ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมก็ได้ยื่นคำร้องไม่คัดค้านที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนเช่นนี้ แสดงว่าน่าจะได้มีการชำระราคาซื้อขายกันแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัดผู้ขอสวมสิทธิเดิมกับผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา 3 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ทั้งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอื่นที่เป็นคดีความอันเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่าได้ชำระราคาซื้อขายให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จริง และครบถ้วนหรือไม่ สัญญาซื้อดังกล่าวจึงยังไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงยังไม่เกิดมีขึ้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิในคดีนี้ นั้นเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (บุญมี ฐิตะศิริ-จตุรงค์ นาสมใจ-บุญชู ทัศนประพันธ์) ศาลแพ่ง - นางอัฐมา ยงพาณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - นายสมคิด แสงธรรม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1302/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ธ7908/2542 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ธ9212/2542 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594684
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางอัฐมา ยงพาณิชย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมคิด แสงธรรม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965662"
    }
}
date
2559
deka_no
126/2559
deka_running_no
126
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "บุญมี ฐิตะศิริ",
    "จตุรงค์ นาสมใจ",
    "บุญชู ทัศนประพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 3",
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "โดยบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์อัลฟาแคปปิตอล จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกมล มาณะเวชหรือมานะเวช กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คดีถึงที่สุด ต่อมาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์คำสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา

ผู้ร้องยื่นคำร้อง ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541มาตรา 3 ที่แก้ไขแล้ว บัญญัติว่า "การบริหารสินทรัพย์" หมายความว่า (1) การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงิน หรือสินทรัพย์ของสถาบันการเงินที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ เลิก หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบการธนาคารพาณิชย์ธุรกิจเงินทุน หรือธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ตลอดจนหลักประกันของสินทรัพย์นั้น เพื่อนำมาบริหารหรือจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป มาตรา 7 บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ ถ้ามีการฟ้องบังคับสิทธิเรียกร้องเป็นคดีอยู่ในศาล ให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนในคดีดังกล่าว และอาจนำพยานหลักฐานใหม่มาแสดงคัดค้านเอกสารที่ได้ยื่นไว้แล้ว ถามค้านพยานที่สืบมาแล้ว และคัดค้านพยานหลักฐานที่ได้สืบไปแล้วได้ และในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับตามสิทธิเรียกร้องนั้นแล้ว ก็ให้เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น" และกระทรวงการคลังได้มีประกาศกระทรวงการคลังเรื่อง การกำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงิน ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2554 กำหนดให้บริษัทบริหารสินทรัพย์เป็นสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหารสินทรัพย์ ดังนั้น การที่ผู้ร้องรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ด้วยกันจึงเป็นการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงมีสิทธิรับซื้อหรือรับโอนหนี้สินด้อยคุณภาพจากผู้ขอสวมสิทธิเดิม โดยอาศัยพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ได้โดยชอบ หาตกอยู่ภายใต้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ไม่ สัญญาซื้อขายสินทรัพย์ระหว่างผู้ร้องกับบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จึงไม่ตกเป็นโมฆะ และแม้ในคดีนี้การร้องขอสวมสิทธิของบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมยังอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลฎีกาแต่ตราบใดที่ศาลฎีกายังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสียผลของคดีย่อมเป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ที่พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด เข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่ง การที่ผู้ร้องซื้อสินทรัพย์ต่อจากบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ในระหว่างระยะเวลาดังกล่าวซึ่งเป็นการทำสัญญาซื้อขายสินทรัพย์และโอนสิทธิเรียกร้องตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 อันเป็นกฎหมายพิเศษที่บัญญัติไว้ให้กระทำได้ จึงชอบแล้ว และเมื่อได้ความว่าบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด และผู้ร้องได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายสินทรัพย์กันไว้ การซื้อขายสินทรัพย์จึงมีผลสมบูรณ์ใช้บังคับกันได้ส่วนผู้ซื้อจะได้ชำระราคาให้แก่ผู้ขายครบถ้วนแล้วหรือไม่ หามีผลทำให้การซื้อขายสินทรัพย์ที่ทำเป็นหนังสือแล้วนั้นไม่มีผลผูกพันกันไม่ ทั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด ผู้ขอสวมสิทธิเดิมก็ได้ยื่นคำร้องไม่คัดค้านที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนเช่นนี้ แสดงว่าน่าจะได้มีการชำระราคาซื้อขายกันแล้ว ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้ร้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ จึงชอบแล้ว พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพระหว่างบริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัดผู้ขอสวมสิทธิเดิมกับผู้ร้อง ไม่ชอบด้วยมาตรา 3 และมาตรา 7 แห่งพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 ทั้งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอื่นที่เป็นคดีความอันเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และผู้ร้องไม่นำสืบให้เห็นว่าได้ชำระราคาซื้อขายให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงศรีอยุธยา จำกัด จริง และครบถ้วนหรือไม่ สัญญาซื้อดังกล่าวจึงยังไม่สมบูรณ์และไม่ชอบด้วยกฎหมาย สิทธิตามสัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงยังไม่เกิดมีขึ้น ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิเข้าสวมสิทธิในคดีนี้ นั้นเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงซึ่งศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยไว้ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผลแล้ว ศาลฎีกาจึงไม่รับคดีไว้พิจารณาพิพากษา ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 23 วรรคหนึ่ง

จึงมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลฎีกา คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่จำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกานอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ธ7908/2542
primary_red_case_no
ธ9212/2542
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000233.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1302/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559