คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2558 ฉบับเต็ม

#594708
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13598/2558 บริษัทสยามโมเดิร์นพลาสติก อินดัสทรี จำกัด โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าดำเนินคดีแทน โจทก์ บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 41, มาตรา 53, มาตรา 74, มาตรา 76, มาตรา 82 จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบัน การเงินด้วยการรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่กำหนดใน พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 การที่จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงอันเป็นทรัพย์จำนองของโจทก์ตามบทบัญญัติมาตรา 76 ที่บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลงตามมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่ พ.ร.ก. นี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ หากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) และตามมาตรา 41 แห่ง พ.ร.ก. ดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน หรือในกรณีศาลมีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นเพียงการให้อำนาจจำเลยที่ 1 ใช้สิทธิในฐานะคู่ความหรือดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 53 แห่ง พ.ร.ก. นี้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มากกว่าการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. จึงหาใช่บทบังคับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการบังคับคดีตาม ป.วิ.พ. เท่านั้น จำเลยที่ 1 มีอำนาจขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินโดยวิธีอื่นตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 ตามมาตรา 74 และ 76 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 และ 3242 ตำบลอุทัย (สามง่าม) อำเภออุทัย (อุทัยใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้ปฏิบัติตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ระหว่างพิจารณา กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ก่อนโจทก์ฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีเจตนารมณ์ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดว่าเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อและกลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่สถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าต่อไป ฐานะของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องจะเกิดปัญหาอย่างรุนแรงและกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้นให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดไว้ อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินโดยรวมเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดดังกล่าวหมวด 4 มาตรา 53 บัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือจำหน่ายหนี้สูญ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ มาตรา 76 บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ ทั้งนี้เพราะมาตรา 95 บัญญัติให้ยุบเลิก บสท. เมื่อสิ้นปีที่สิบ และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ช้ากว่า ปีที่สิบสอง นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และให้พระราชกำหนดนี้เป็นอันยกเลิกเมื่อครบสิบสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง ตามบทบัญญัติมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่พระราชกำหนดฉบับนี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ผู้เสียหายจากการจำหน่ายทรัพย์สินอาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายทรัพย์สินได้ตามมาตรา 79 หรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นแต่ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขายทอดตลาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 เนื่องจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิเรียกร้องและเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ต่อมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 30 วรรคหก แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 1 เลือกที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และเห็นว่า มาตรา 41 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน หรือในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นเพียงการให้อำนาจจำเลยที่ 1 ที่จะใช้สิทธิในฐานะคู่ความหรือดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 53 แห่งพระราชกำหนดนี้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มากกว่าการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงหาใช่บทบังคับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น อันไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ในการจัดตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็วตามพระราชกำหนดนี้ จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีอำนาจขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินโดยวิธีอื่นตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชำนาญ รวิวรรณพงษ์-วาส ลักษณ์เลิศกุล-พิชัย นิลทองคำ) ศาลแพ่ง - นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์ ศาลอุทธรณ์ - นายประพันธ์ ทรัพย์แสง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.3287/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1515/2550 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ3473/2551 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594708
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นายสุรัชฎ์ เตชัสวงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายประพันธ์ ทรัพย์แสง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967413"
    }
}
date
2558
deka_no
13598/2558
deka_running_no
13598
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "ชำนาญ รวิวรรณพงษ์",
    "วาส ลักษณ์เลิศกุล",
    "พิชัย นิลทองคำ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 41",
            "ม. 53",
            "ม. 74",
            "ม. 76",
            "ม. 82"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทสยามโมเดิร์นพลาสติก อินดัสทรี จำกัด"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "โดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้เข้าดำเนินคดีแทน"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย โดยกระทรวงการคลัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 7243 และ 3242 ตำบลอุทัย (สามง่าม) อำเภออุทัย (อุทัยใหญ่) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างจำเลยทั้งสอง และให้ปฏิบัติตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544

จำเลยที่ 1 ที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณา กระทรวงการคลังยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ก่อนโจทก์ฎีกา ศาลล้มละลายกลางมีคำพิพากษาให้โจทก์ล้มละลายเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เข้าดำเนินคดีแทนโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาดหรือไม่ เห็นว่า พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มีเจตนารมณ์ตามเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดว่าเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรงในช่วงระยะเวลาดังกล่าวที่ลูกหนี้ของสถาบันการเงินไม่สามารถชำระหนี้สินเชื่อและกลายเป็นสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่สถาบันการเงินเป็นจำนวนมาก หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าต่อไป ฐานะของสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องจะเกิดปัญหาอย่างรุนแรงและกระทบต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจต่อไปได้ จึงจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์แห่งชาติขึ้นให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่แก้ไขปัญหาการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้ของสถาบันการเงินของรัฐและเอกชนให้เป็นไปอย่างรวดเร็วด้วยการรับโอนสินทรัพย์ที่จัดเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพมาจากสถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อนำมาบริหารจัดการตามวิธีการที่พระราชกำหนดฉบับนี้กำหนดไว้ อันจะเป็นการสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและระบบสถาบันการเงินโดยรวมเพื่อรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ การบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามพระราชกำหนดดังกล่าวหมวด 4 มาตรา 53 บัญญัติให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย (บสท.) มีอำนาจปรับโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างกิจการ จำหน่ายทรัพย์สินของลูกหนี้ หรือจำหน่ายหนี้สูญ อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกันตามที่เห็นสมควร ตามบทบัญญัติแห่งหมวดนี้ มาตรา 76 บัญญัติว่า ในการจำหน่ายทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ให้ บสท. ดำเนินการโดยวิธีการขายทอดตลาด แต่ถ้า บสท. เห็นว่าการจำหน่ายโดยวิธีอื่นจะเป็นประโยชน์กับ บสท. และลูกหนี้มากกว่า ก็ให้จำหน่ายโดยวิธีอื่นได้ หรือจะรับโอนทรัพย์สินนั้นไว้ในราคาไม่น้อยกว่าราคาที่จะพึงได้รับจากการขายทอดตลาดแทนการจำหน่ายก็ได้ และมาตรา 82 บัญญัติว่า การเพิกถอนการจำหน่ายทรัพย์สินตามวิธีการที่กำหนดไว้ในมาตรา 76 จะกระทำมิได้ ทั้งนี้เพราะมาตรา 95 บัญญัติให้ยุบเลิก บสท. เมื่อสิ้นปีที่สิบ และชำระบัญชีให้แล้วเสร็จภายในเวลาไม่ช้ากว่า ปีที่สิบสอง นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ และให้พระราชกำหนดนี้เป็นอันยกเลิกเมื่อครบสิบสองปีนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ จำเลยที่ 1 ขายทอดตลาดที่ดินทั้งสองแปลง ตามบทบัญญัติมาตรา 76 อันเป็นการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามที่พระราชกำหนดฉบับนี้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ผู้เสียหายจากการจำหน่ายทรัพย์สินอาจเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายจากเงินที่ได้รับจากการจำหน่ายทรัพย์สินได้ตามมาตรา 79 หรือหากโจทก์ได้รับความเสียหายจากการขายทอดตลาด ย่อมใช้สิทธิเรียกร้องตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ได้ โจทก์จึงไม่มี อำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 1 ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลชั้นต้นแต่ไม่ได้ยกขึ้นกล่าวในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5)

ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจขายทอดตลาดตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 เนื่องจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) และเข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทน เมื่อจำเลยที่ 1 รับโอนสิทธิเรียกร้องและเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ต่อมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด แต่ไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีตามมาตรา 30 วรรคหก แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวจนศาลมีคำพิพากษา ถือว่าจำเลยที่ 1 เลือกที่จะเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น เห็นว่า ปัญหานี้แม้โจทก์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน โจทก์ยกขึ้นอ้างได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง และเห็นว่า มาตรา 41 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าวบัญญัติให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทน หรือในกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาบังคับคดีแล้ว ให้จำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เป็นเพียงการให้อำนาจจำเลยที่ 1 ที่จะใช้สิทธิในฐานะคู่ความหรือดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาได้ด้วย ไม่ใช่เป็นเหตุให้จำเลยที่ 1 ไม่มีอำนาจในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพตามมาตรา 53 แห่งพระราชกำหนดนี้ หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 และโจทก์ซึ่งเป็นลูกหนี้มากกว่าการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง จึงหาใช่บทบังคับว่าเมื่อจำเลยที่ 1 เข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนหรือเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 1 ต้องดำเนินการบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเท่านั้น อันไม่ต้องด้วยเจตนารมณ์ในการจัดตั้งจำเลยที่ 1 ให้เป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้เป็นไปอย่างรวดเร็วตามพระราชกำหนดนี้ จำเลยที่ 1 จึงยังคงมีอำนาจขายทอดตลาดหรือจำหน่ายทรัพย์สินโดยวิธีอื่นตามวิธีการที่กำหนดไว้ในพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 74 และมาตรา 76 ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1515/2550
primary_red_case_no
พ3473/2551
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000248.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.3287/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558