คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13986/2558 ฉบับเต็ม

#594717
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13986/2558 บริษัทฮัลลิเบอร์ตัน เอ็นเนอจี เซอร์วิสเซส อิงค์ โจทก์ กรมสรรพากร จำเลย ป.รัษฎากร มาตรา 70 ทวิ การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จะต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการจำหน่ายเงินกำไร อันแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อมีการส่งเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยเมื่อใด ภาระภาษีย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น เมื่อลูกค้าได้โอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงหลายครั้ง เงินค่าบริการที่จำหน่ายออกไปมีส่วนของกำไรหรือถือได้ว่าเป็นเงินกำไรรวมอยู่ด้วย เนื่องจากการกำหนดราคาขายสินค้าหรือการให้บริการโดยทั่ว ๆ ไป ผู้ประกอบธุรกิจย่อมต้องคิดค่าสินค้าหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรไว้ในราคาสินค้าหรือค่าจ้างนั้นด้วย จึงต้องถือว่าสาขาของโจทก์ในประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยตามมาตรา 70 ทวิ แห่ง ป.รัษฎากร สาขาของโจทก์ในประเทศไทยจึงต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายในอัตราร้อยละ 10 และนำส่งภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ลูกค้าชำระค่าบริการแก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละครั้ง ซึ่งถือว่าเป็นวันที่สาขาของโจทก์จำหน่ายเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค.0705.07/ก07/4587 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.1)/310/2552 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ของจำเลย จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค. 0705.07/ก07/4587 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.1)/310/2552 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ลูกค้าได้ชำระเงินเป็นค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรให้แก่โจทก์โดยตรง แต่สาขาของโจทก์ในประเทศไทยไม่ได้ประมาณการส่วนที่เป็นกำไรเพื่อหักภาษีและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นต้นทุนและผลกำไรระคนรวมกันจนเจ้าพนักงานของจำเลยไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดเป็นกำไร จึงต้องถือว่าสำนักงานสาขาในประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกจากประเทศไทยทั้งจำนวน การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าเงินกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นจำนวนเท่ากับ 420,120,035.69 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2545 อันเข้าลักษณะเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายไปต่างประเทศ และนำวันที่ลูกค้าได้ชำระค่าบริการไปยังโจทก์โดยตรงถือเป็นวันที่มีการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศมาคิดคำนวณเงินเพิ่มจึงถูกต้องแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จะต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการจำหน่ายเงินกำไร อันแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อมีการส่งเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยเมื่อใด ภาระภาษีย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น การที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2545 ลูกค้าได้โอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงหลายครั้ง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/310/2552 ของจำเลย โดยให้นำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดปี 2545 จำนวน 2,026,669,954.17 บาท โดยถือว่ามีเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายทั้งปีจำนวน 420,120,035.69 บาท แล้วนำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละเดือนมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อหาเงินกำไรที่สาขาจำหน่ายออกไปในแต่ละเดือน จากนั้นจึงนำมาคำนวณภาษีและเงินเพิ่มในแต่ละเดือน ทั้งนี้ให้คิดเงินเพิ่มจากภาษีของกำไรที่จำหน่ายออกไป นับแต่วันที่ 7 ของเดือนถัดไปของเดือนที่มีการจำหน่ายกำไรในแต่ละเดือนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 แต่ภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรต้องไม่เกิน 42,012,003.57 บาท และเงินเพิ่มทั้งหมดไม่เกิน 16,660,425.81 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง (ภาภูมิ สรอัฑฒ์-ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-อดิเทพ ถิระวัฒน์) ศาลภาษีอากรกลาง - นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ภาษีอากร หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ภษ.29/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ246/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ183/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594717
courts
[
    {
        "court": "ศาลภาษีอากรกลาง",
        "judge": "นายสรายุทธ์ วุฒยาภรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081967187"
    }
}
date
2558
deka_no
13986/2558
deka_running_no
13986
deka_year
2558
department
ภาษีอากร
judges
[
    "ภาภูมิ สรอัฑฒ์",
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "อดิเทพ ถิระวัฒน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 70 ทวิ"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทฮัลลิเบอร์ตัน เอ็นเนอจี เซอร์วิสเซส อิงค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรมสรรพากร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค.0705.07/ก07/4587 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.1)/310/2552 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 ของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคล ที่ กค. 0705.07/ก07/4587 ลงวันที่ 17 มีนาคม 2552 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ เลขที่ สภ. 1 (อธ.1)/310/2552 ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า ลูกค้าได้ชำระเงินเป็นค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นผลกำไรให้แก่โจทก์โดยตรง แต่สาขาของโจทก์ในประเทศไทยไม่ได้ประมาณการส่วนที่เป็นกำไรเพื่อหักภาษีและนำส่งตามประมวลรัษฎากร มาตรา 70 ทวิ ค่าสินค้า ค่าบริการหรือค่าจ้างรวมเอาส่วนที่เป็นต้นทุนและผลกำไรระคนรวมกันจนเจ้าพนักงานของจำเลยไม่สามารถแยกได้ว่าส่วนใดเป็นกำไร จึงต้องถือว่าสำนักงานสาขาในประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายเงินที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกจากประเทศไทยทั้งจำนวน การที่เจ้าพนักงานของจำเลยคำนวณเฉพาะส่วนที่ไม่เกินกว่าเงินกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคลแล้วในรอบระยะเวลาบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2545 เป็นจำนวนเท่ากับ 420,120,035.69 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ลูกค้าชำระให้แก่โจทก์ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2545 อันเข้าลักษณะเป็นเงินกำไรที่จำหน่ายไปต่างประเทศ และนำวันที่ลูกค้าได้ชำระค่าบริการไปยังโจทก์โดยตรงถือเป็นวันที่มีการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศมาคิดคำนวณเงินเพิ่มจึงถูกต้องแล้ว นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเห็นว่า การจัดเก็บภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไร กฎหมายกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จำหน่ายเงินกำไรหรือเงินประเภทอื่นใดที่กันไว้จากกำไรหรือที่ถือได้ว่าเป็นเงินกำไรออกไปจากประเทศไทย จะต้องหักภาษีจากจำนวนเงินที่จำหน่ายแล้วนำส่งอำเภอท้องที่พร้อมกับยื่นรายการตามแบบที่อธิบดีกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่มีการจำหน่ายเงินกำไร อันแสดงความหมายอยู่ในตัวว่า เมื่อมีการส่งเงินกำไรออกไปจากประเทศไทยเมื่อใด ภาระภาษีย่อมเกิดขึ้นเมื่อนั้น การที่โจทก์และจำเลยนำสืบรับกันว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2545 ลูกค้าได้โอนเงินค่าบริการให้แก่โจทก์ในประเทศสหรัฐอเมริกาโดยตรงหลายครั้ง เมื่อวินิจฉัยดังกล่าวแล้วอุทธรณ์ข้ออื่นของจำเลยจึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลภาษีอากรกลางให้เพิกถอนการประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้แก้ไขการประเมินตามหนังสือแจ้งให้นำส่งภาษีเงินได้นิติบุคคลและคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ.1 (อธ. 1)/310/2552 ของจำเลย โดยให้นำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาตลอดปี 2545 จำนวน 2,026,669,954.17 บาท โดยถือว่ามีเงินกำไรที่โจทก์จำหน่ายทั้งปีจำนวน 420,120,035.69 บาท แล้วนำเงินค่าบริการที่ลูกค้าชำระแก่โจทก์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในแต่ละเดือนมาหาค่าเฉลี่ยเพื่อหาเงินกำไรที่สาขาจำหน่ายออกไปในแต่ละเดือน จากนั้นจึงนำมาคำนวณภาษีและเงินเพิ่มในแต่ละเดือน ทั้งนี้ให้คิดเงินเพิ่มจากภาษีของกำไรที่จำหน่ายออกไป นับแต่วันที่ 7 ของเดือนถัดไปของเดือนที่มีการจำหน่ายกำไรในแต่ละเดือนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2547 แต่ภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรต้องไม่เกิน 42,012,003.57 บาท และเงินเพิ่มทั้งหมดไม่เกิน 16,660,425.81 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง
opensearch_id
primary_black_case_no
พ246/2552
primary_red_case_no
พ183/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000246.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ภษ.29/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558