คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2559 ฉบับเต็ม

#594722
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2559 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเดชอุดม ผู้ร้อง นาย ธ. ผู้ต้องหา พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 73 อำนาจในการตรวจสอบการจับกุมเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นที่จะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเด็กหรือเยาวชนที่พนักงานสอบสวนนำตัวมาอยู่ต่อหน้าศาลเพื่อให้ศาลตรวจสอบการจับกุมนั้น เป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ได้ ___________________________ ผู้ต้องหายื่นคำร้องว่า ผู้ต้องหากับนายภัทรธร ถูกจับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 เวลา 15 นาฬิกา ข้อหาร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หลังการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้ต้องหากับนายภัทรธรไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เมื่อไปถึงมีชาย 3 คน รุมทำร้ายผู้ต้องหา ใส่กุญแจมือและพาตัวไปที่มนธิรา รีสอร์ท ห้องพักหมายเลข 5 และมีชาย 7 คน เข้ารุมทำร้ายผู้ต้องหากับนายภัทรธรเพื่อให้บอกว่ายังมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปขยายผลการจับกุมจนจับนายธนากรหรือหน่อยได้ ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปขังไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี วันที่ 12 มีนาคม 2558 โดยไม่ได้จัดทำบันทึกการจับกุมส่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม2558 ผู้ต้องหายืมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของญาติผู้ต้องหาด้วยกันโทรหาผู้ปกครอง จากนั้นจึงมีการทำบันทึกการจับกุมให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อที่สถานีตำรวจภูธรเดชอุดม และนำตัวผู้ต้องหาไปส่งศาลเพื่อไต่สวนการจับซึ่งเกินกว่า 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวน และยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ผู้ต้องหาฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 73 ในเรื่องของการจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนบัญญัติว่า เมื่อเด็กหรือเยาวชนมาอยู่ต่อหน้าศาล ให้ศาลตรวจสอบว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากการจับเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ปล่อยตัวเด็กหรือเยาวชนไป ในคดีนี้ศาลชั้นต้นคือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีตรวจสอบการจับกุมและมีคำสั่งว่า ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากการสอบผู้ร้องและการตรวจเอกสารของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ต้องหายื่นคำร้องลงวันที่ 14 มีนาคม 2558 ขอให้พิจารณาว่า การควบคุมมีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาเพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดหลังจากที่มีการจับกุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งงดการไต่สวน เห็นว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการขอให้ตรวจสอบการจับกุมซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณา ณ ปัจจุบันในขณะนั้นแล้วมีคำสั่งว่าการจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อำนาจในการตรวจสอบการจับกุมนั้นจึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นที่พิจารณาตรวจสอบการจับกุมเด็กหรือเยาวชน เมื่อพนักงานสอบสวนนำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับกุมและเมื่อเด็กหรือเยาวชนอยู่ต่อหน้าศาล ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาผู้ต้องหาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาผู้ต้องหา (พิศิฏฐ์ สุดลาภา-จิรนิติ หะวานนท์-กฤษณี เยพิทักษ์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี - นายไชยวุฒิ หวังอาษา ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางปิยนุช จรูญรัตนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.110/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ตจ365/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594722
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายไชยวุฒิ หวังอาษา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางปิยนุช จรูญรัตนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965668"
    }
}
date
2559
deka_no
52/2559
deka_running_no
52
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา",
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "กฤษณี เยพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 73"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเดชอุดม"
    },
    {
        "role": "ผู้ต้องหา",
        "name": "นาย ธ."
    }
]
long_text
ผู้ต้องหายื่นคำร้องว่า ผู้ต้องหากับนายภัทรธร ถูกจับเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2558 เวลา 15 นาฬิกา ข้อหาร่วมกันพยายามจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 หลังการจับกุมเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้ต้องหากับนายภัทรธรไปที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. เมื่อไปถึงมีชาย 3 คน รุมทำร้ายผู้ต้องหา ใส่กุญแจมือและพาตัวไปที่มนธิรา รีสอร์ท ห้องพักหมายเลข 5 และมีชาย 7 คน เข้ารุมทำร้ายผู้ต้องหากับนายภัทรธรเพื่อให้บอกว่ายังมียาเสพติดซุกซ่อนอยู่อีกหรือไม่ หลังจากนั้นเจ้าพนักงานตำรวจนำตัวผู้ต้องหาไปขยายผลการจับกุมจนจับนายธนากรหรือหน่อยได้ ผู้ต้องหาถูกนำตัวไปขังไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี วันที่ 12 มีนาคม 2558 โดยไม่ได้จัดทำบันทึกการจับกุมส่งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ต่อมาวันที่ 13 มีนาคม2558 ผู้ต้องหายืมโทรศัพท์เคลื่อนที่ของญาติผู้ต้องหาด้วยกันโทรหาผู้ปกครอง จากนั้นจึงมีการทำบันทึกการจับกุมให้ผู้ต้องหาลงลายมือชื่อที่สถานีตำรวจภูธรเดชอุดม และนำตัวผู้ต้องหาไปส่งศาลเพื่อไต่สวนการจับซึ่งเกินกว่า 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการไต่สวน และยกคำร้อง

ผู้ต้องหาอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 73 ในเรื่องของการจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนบัญญัติว่า เมื่อเด็กหรือเยาวชนมาอยู่ต่อหน้าศาล ให้ศาลตรวจสอบว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากการจับเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้ปล่อยตัวเด็กหรือเยาวชนไป ในคดีนี้ศาลชั้นต้นคือศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอุบลราชธานีตรวจสอบการจับกุมและมีคำสั่งว่า ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงจากการสอบผู้ร้องและการตรวจเอกสารของผู้ร้องแล้วเห็นว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดจริง การจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยผู้ต้องหายื่นคำร้องลงวันที่ 14 มีนาคม 2558 ขอให้พิจารณาว่า การควบคุมมีการทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาเพื่อให้ได้ซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับยาเสพติดหลังจากที่มีการจับกุมชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งงดการไต่สวน เห็นว่า กรณีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการขอให้ตรวจสอบการจับกุมซึ่งศาลชั้นต้นได้พิจารณา ณ ปัจจุบันในขณะนั้นแล้วมีคำสั่งว่าการจับเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย อำนาจในการตรวจสอบการจับกุมนั้นจึงเป็นอำนาจเฉพาะของศาลชั้นต้นที่พิจารณาตรวจสอบการจับกุมเด็กหรือเยาวชน เมื่อพนักงานสอบสวนนำตัวเด็กหรือเยาวชนไปศาลเพื่อตรวจสอบการจับกุมและเมื่อเด็กหรือเยาวชนอยู่ต่อหน้าศาล ศาลชั้นต้นจะเป็นผู้ตรวจสอบว่าเป็นเด็กหรือเยาวชนซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดหรือไม่ การจับและการปฏิบัติต่อเด็กหรือเยาวชนเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งแล้ว ผู้ต้องหาจะอุทธรณ์หรือฎีกาอีกไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ต้องหา และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาผู้ต้องหาจึงเป็นการไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 และยกฎีกาผู้ต้องหา
opensearch_id
primary_black_case_no
ตจ365/2558
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000233.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.110/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559