คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2559 ฉบับเต็ม

#594727
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 95/2559 นางสาววรรัตน์ ธรรมลักษมี โจทก์ นางฤดี แจ่มวิจักษณ์ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 83, มาตรา 90, มาตรา 341 แม้โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาเป็น 3 วัน แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและเบิกความว่าจำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ขอให้ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 ในการนำเงินที่จำเลยที่ 2 ร่วมลงทุนค้าทองคำและอัญมณีกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ไม่มีค่าดำเนินการ แล้วจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่า โจทก์หลงเชื่อจ่ายเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับไปเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 จำนวน 2,500,000 บาท 1,300,000 บาท และ 152,000 บาท ตามลำดับ การที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในแต่ละครั้งเป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 อันเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ ที่ 3 คนละ 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ให้จำคุก 1 ปี จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตและให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระหว่างฎีกา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาเป็น 3 วัน คือวันที่ 25 เมษายน 2555 วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและเบิกความว่า เมื่อระหว่างกลางเดือนเมษายน 2555 ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ขอให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเงินจากการลงทุนของจำเลยที่ 2 ในการค้าทองคำและ อัญมณีต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ใช้เงินไปในการลงทุนหมดจึงไม่มีเงินค่าดำเนินการนำเงินปันผลเข้ามาในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าด้วยวิธีการโอนผ่านมายังบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือจ่ายค่าสมนาคุณให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท จำเลยที่ 3 มอบโฉนดที่ดินสามฉบับเพื่อเป็นประกันไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินสมนาคุณเพิ่ม และขอรับโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับคืน โจทก์หลงเชื่อจึงส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับคืนแก่จำเลยทั้งสี่ไป วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์จ่ายเงินเพิ่มเติมเนื่องจากค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปนั้นยังไม่เพียงพอ โจทก์หลงเชื่อจึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไป โดยทำหนังสือสัญญาจ่ายค่าสมนาคุณไว้และโอนเงินจำนวน 1,300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์โอนเงินจำนวน 152,000 บาท โดยแจ้งว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการโอนเงินค่าสมนาคุณเข้าบัญชีบุคคลของโจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ยังหลอกลวงโจทก์อีกว่าต้องนำเงินอีกจำนวน 20,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์หลงเชื่อจึงโอนเงินให้จำเลยที่ 1 ทำให้เห็นได้ว่าการที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเงินจากการลงทุนของจำเลยที่ 2 ในการค้าทองคำและอัญมณีต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่า จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (สุรางคนา กมลละคร-ปิยกุล บุญเพิ่ม-ไพโรจน์ นวานุช) ศาลแขวงพระนครเหนือ - นายสมชาย ขานสระน้อย ศาลอุทธรณ์ - นายวรพจน์ วิไลชนม์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3397/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2029/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ186/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
594727
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ",
        "judge": "นายสมชาย ขานสระน้อย"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายวรพจน์ วิไลชนม์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965664"
    }
}
date
2559
deka_no
95/2559
deka_running_no
95
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สุรางคนา กมลละคร",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "ไพโรจน์ นวานุช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83",
            "ม. 90",
            "ม. 341"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาววรรัตน์ ธรรมลักษมี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางฤดี แจ่มวิจักษณ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 341

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341, 83

การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุกคนละ 3 ปี จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 และ

ที่ 3 คนละ 18 เดือน ส่วนจำเลยที่ 4 ให้จำคุก 1 ปี

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์

ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยที่ 1 ขอถอนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์อนุญาตและให้จำหน่ายอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดกรรมเดียวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 คนละ 1 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ระหว่างฎีกา โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 4 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 ออกจากสารบบความ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องและเบิกความแยกการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาเป็น 3 วัน คือวันที่ 25 เมษายน 2555 วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ก็ตาม แต่โจทก์ก็บรรยายฟ้องและเบิกความว่า เมื่อระหว่างกลางเดือนเมษายน 2555 ถึงกลางเดือนพฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 หลอกลวงโจทก์ขอให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินให้แก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเงินจากการลงทุนของจำเลยที่ 2 ในการค้าทองคำและ

อัญมณีต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ใช้เงินไปในการลงทุนหมดจึงไม่มีเงินค่าดำเนินการนำเงินปันผลเข้ามาในประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่าด้วยวิธีการโอนผ่านมายังบัญชีเงินฝากของโจทก์ โดยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2555 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันออกหนังสือจ่ายค่าสมนาคุณให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ให้สัญญา จำเลยที่ 1 และที่ 3 ลงลายมือชื่อเป็นพยาน กับจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นผู้รับเงินไปจากโจทก์จำนวน 2,500,000 บาท จำเลยที่ 3 มอบโฉนดที่ดินสามฉบับเพื่อเป็นประกันไว้แก่โจทก์ ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้อุบายหลอกลวงโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 จะจ่ายเงินสมนาคุณเพิ่ม และขอรับโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับคืน โจทก์หลงเชื่อจึงส่งมอบโฉนดที่ดินทั้งสามฉบับคืนแก่จำเลยทั้งสี่ไป วันที่ 8 พฤษภาคม 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์จ่ายเงินเพิ่มเติมเนื่องจากค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปนั้นยังไม่เพียงพอ โจทก์หลงเชื่อจึงมอบเงินให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ไป โดยทำหนังสือสัญญาจ่ายค่าสมนาคุณไว้และโอนเงินจำนวน 1,300,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 3 และวันที่ 27 มิถุนายน 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขอให้โจทก์โอนเงินจำนวน 152,000 บาท โดยแจ้งว่าเป็นค่าธรรมเนียมในการโอนเงินค่าสมนาคุณเข้าบัญชีบุคคลของโจทก์ โจทก์หลงเชื่อจึงโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 ยังหลอกลวงโจทก์อีกว่าต้องนำเงินอีกจำนวน 20,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์หลงเชื่อจึงโอนเงินให้จำเลยที่ 1 ทำให้เห็นได้ว่าการที่โจทก์โอนเงินให้แก่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ในแต่ละครั้ง เป็นผลสืบเนื่องมาจากจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 หลอกลวงให้โจทก์ช่วยเหลือทางการเงินแก่จำเลยที่ 2 เพื่อจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการนำเงินจากการลงทุนของจำเลยที่ 2 ในการค้าทองคำและอัญมณีต่าง ๆ ร่วมกับสมาคมพ่อค้าจีนในสาธารณรัฐประชาชนจีนเข้ามายังประเทศไทย โดยจำเลยที่ 2 จะจ่ายค่าตอบแทนแก่โจทก์เป็นจำนวนเงินที่สูงกว่า จึงเป็นการกระทำต่อเนื่องกันด้วยเจตนาอย่างเดียวเพื่อที่จะฉ้อโกงโจทก์ การกระทำของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 จึงเป็นความผิดกรรมเดียว หาใช่เป็นการกระทำอันเป็นความผิดหลายกรรมดังที่โจทก์ฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2029/2555
primary_red_case_no
อ186/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000233.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3397/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559