คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2559 ฉบับเต็ม

#596123
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1265/2559 นางสาวกชพรรณ ถนอมรักษ์ โจทก์ นางจุรีรัตน์ เอี่ยมละมัย จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 496 วรรคสอง, มาตรา 499 วรรคสอง บันทึกเอกสารหมาย จ.4 มีข้อความสรุปว่า จำเลยได้รับขายฝากที่ดินพิพาท จำเลยยินดีจะทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2556 ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้พร้อมดอกเบี้ย โดยบันทึกดังกล่าวมีการอ้างถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมที่ น. มารดาโจทก์ทำไว้ก่อนตาย ซึ่งหากเป็นการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกันใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมไว้ ทั้งยังตกลงให้โจทก์ต้องชำระสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝากเดิมให้แก่จำเลยภายในวันที่ 26 มกราคม 2556 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้รับไถ่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 496 วรรคสอง แล้ว น. มารดาโจทก์ผู้ขายฝากและจำเลยผู้รับซื้อตกลงคิดดอกเบี้ยเดือนละ 12,000 บาท กรณีจึงเป็นการกำหนดราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 499 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ราคาสินไถ่ที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าสินไถ่และจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับการไถ่การขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี จากโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระสินไถ่ 1,076,000 บาท แก่จำเลย และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นเพื่อนกัน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 นางวิไล มารดาโจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่จำเลยในราคา 800,000 บาท มีกำหนด 1 ปี โดยครบกำหนดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2555 นางวิไล มารดาโจทก์เสียชีวิตก่อนครบกำหนดไถ่ถอน โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไลตามคำสั่งศาลติดต่อกับจำเลยขอขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 6 เดือน จำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือมอบให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อหาคนมาซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ในราคา 1,500,000 บาท โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อไถ่ถอนบ้านและที่ดินคืนในราคา 1,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอมให้ไถ่ถอน คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกมีข้อความพอสรุปได้ว่า ที่จำเลยได้รับขายฝากที่ดินพิพาทไว้ จำเลยยินดีจะทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2556 ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้ พร้อมดอกเบี้ย โดยตามบันทึกดังกล่าวมีการกล่าวอ้างถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมที่นางวิไลมารดาโจทก์ได้ทำไว้ก่อนตาย ซึ่งหากเป็นการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกันใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมไว้ ทั้งยังเป็นการตกลงให้โจทก์ต้องชำระสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝากเดิมให้แก่จำเลยภายในวันที่ 26 มกราคม 2556 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้รับไถ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันได้ว่า นางวิไลมารดาโจทก์ผู้ขายฝากและจำเลยรับผู้ซื้อตกลงคิดดอกเบี้ยเดือนละ 12,000 บาท กรณีจึงเป็นการกำหนดราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ราคาสินไถ่ที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์จึงมีสิทธิไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริง 800,000 บาท รวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันขายฝากวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 169,971.52 บาท รวมเป็นสินไถ่ 969,971.52 บาท โดยต้องนำเงินที่มารดาโจทก์ชำระแก่จำเลยเดือนละ 12,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน รวม 60,000 บาท ซึ่งเป็นการชำระสินไถ่ไปแล้วบางส่วนมาหักออกจากเงินค่าสินไถ่ คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องชำระค่าสินไถ่แก่จำเลยเป็นเงิน 909,971.52 บาท พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับเงินค่าสินไถ่ 909,971.52 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมจิตร์ ทองศรี-ธีระพงศ์ จิระภาค-สมชาติ ธัญญาวินิชกุล) ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นางรัชดาวดี กาญจนขจิต ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายพงษ์ธร จันทร์อุดม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1109/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1472/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1277/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
596123
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเพชรบุรี",
        "judge": "นางรัชดาวดี กาญจนขจิต"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายพงษ์ธร จันทร์อุดม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965192"
    }
}
date
2559
deka_no
1265/2559
deka_running_no
1265
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สมจิตร์ ทองศรี",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค",
    "สมชาติ ธัญญาวินิชกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 496 วรรคสอง",
            "ม. 499 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวกชพรรณ ถนอมรักษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางจุรีรัตน์ เอี่ยมละมัย"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยรับเงินค่าสินไถ่และจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรับการไถ่การขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี จากโจทก์ โดยให้โจทก์ชำระสินไถ่ 1,076,000 บาท แก่จำเลย และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากให้โจทก์ หากไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน โจทก์ยื่นคำแก้อุทธรณ์เกินกำหนดเวลาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นเพื่อนกัน เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 นางวิไล มารดาโจทก์ทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง แก่จำเลยในราคา 800,000 บาท มีกำหนด 1 ปี โดยครบกำหนดในวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ต่อมาวันที่ 27 มีนาคม 2555 นางวิไล มารดาโจทก์เสียชีวิตก่อนครบกำหนดไถ่ถอน โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไลตามคำสั่งศาลติดต่อกับจำเลยขอขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนออกไปอีก 6 เดือน จำเลยทำหลักฐานเป็นหนังสือมอบให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2555 หลังจากนั้นโจทก์ติดต่อหาคนมาซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างได้ในราคา 1,500,000 บาท โจทก์ติดต่อจำเลยเพื่อไถ่ถอนบ้านและที่ดินคืนในราคา 1,000,000 บาท แต่จำเลยไม่ยินยอมให้ไถ่ถอน

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิไถ่ถอนการขายฝากที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทจากจำเลยหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะขยายกำหนดเวลาไถ่ถอนที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้แก่โจทก์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกมีข้อความพอสรุปได้ว่า ที่จำเลยได้รับขายฝากที่ดินพิพาทไว้ จำเลยยินดีจะทำสัญญาซื้อขายตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2555 ถึงวันที่ 26 มกราคม 2556 ตามสัญญาเดิมที่ทำไว้ พร้อมดอกเบี้ย โดยตามบันทึกดังกล่าวมีการกล่าวอ้างถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมที่นางวิไลมารดาโจทก์ได้ทำไว้ก่อนตาย ซึ่งหากเป็นการตกลงจะซื้อขายที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างกันใหม่ก็ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงสัญญาขายฝากฉบับเดิมไว้ ทั้งยังเป็นการตกลงให้โจทก์ต้องชำระสินไถ่พร้อมดอกเบี้ยตามสัญญาขายฝากเดิมให้แก่จำเลยภายในวันที่ 26 มกราคม 2556 กรณีจึงถือได้ว่าจำเลยขยายกำหนดเวลาไถ่ให้แก่โจทก์โดยมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้รับไถ่ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 496 วรรคสอง แล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์และจำเลยต่างนำสืบรับกันได้ว่า นางวิไลมารดาโจทก์ผู้ขายฝากและจำเลยรับผู้ซื้อตกลงคิดดอกเบี้ยเดือนละ 12,000 บาท กรณีจึงเป็นการกำหนดราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากสูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงในอัตราร้อยละ 18 ต่อปี เมื่อราคาสินไถ่หรือราคาขายฝากที่กำหนดไว้สูงกว่าราคาขายฝากที่แท้จริงเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 499 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริงรวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี ราคาสินไถ่ที่เกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ โจทก์จึงมีสิทธิไถ่ได้ตามราคาขายฝากที่แท้จริง 800,000 บาท รวมประโยชน์ตอบแทนร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันขายฝากวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 จนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 169,971.52 บาท รวมเป็นสินไถ่ 969,971.52 บาท โดยต้องนำเงินที่มารดาโจทก์ชำระแก่จำเลยเดือนละ 12,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน รวม 60,000 บาท ซึ่งเป็นการชำระสินไถ่ไปแล้วบางส่วนมาหักออกจากเงินค่าสินไถ่ คงเหลือเงินที่โจทก์ต้องชำระค่าสินไถ่แก่จำเลยเป็นเงิน 909,971.52 บาท

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับเงินค่าสินไถ่ 909,971.52 บาท จากโจทก์และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ถอนการขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 6434 ตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี แก่โจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางวิไล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1472/2555
primary_red_case_no
พ1277/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000229.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1109/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559