คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2559 ฉบับเต็ม

#596133
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1901/2559 ณ. โจทก์ จ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม ขณะที่จำเลยที่ 1 มาสู่ขอบุตรสาวโจทก์นั้นได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทั้งหมดโดยใส่ชื่อบุตรสาวโจทก์เป็นผู้จะซื้อใส่พานมามอบให้ แต่ต่อมาไม่มีการซื้อขายที่ดินตามสัญญาดังกล่าว ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่ ร. บุตรสาวโจทก์ยอมสมรสด้วย จึงไม่ใช่สินสอดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1437 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่อง อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่นำมาเป็นสินสอดให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่นางรุ่งนภา บุตรสาวโจทก์ยอมสมรสกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสอดตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 มาสู่ขอบุตรสาวของโจทก์นั้นได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายมาใส่พาน สัญญาจะซื้อจะขายมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทั้งหมดโดยใส่ชื่อบุตรสาวโจทก์เป็นผู้จะซื้อตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ แต่ต่อมาไม่มีการซื้อขายที่ดินตามสัญญา ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่นางรุ่งนภาบุตรสาวโจทก์ยอมสมรสด้วยจึงไม่ใช่สินสอดตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม ทั้งปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นต่อไป พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พิศิฏฐ์ สุดลาภา-จิรนิติ หะวานนท์-กฤษณี เยพิทักษ์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก - นายบรรเจิด เกิดมี ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายชัยยุทธ กลับอำไพ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชพ.115/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ229/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ98/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
596133
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดพิษณุโลก",
        "judge": "นายบรรเจิด เกิดมี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายชัยยุทธ กลับอำไพ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964949"
    }
}
date
2559
deka_no
1901/2559
deka_running_no
1901
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา",
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "กฤษณี เยพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1437 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ณ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "จ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาห้ามจำเลยทั้งสองและบริวารรบกวนการครอบครองที่ดินพิพาทและห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายจำนวน 75,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และค่าเสียหายเดือนละ 100,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาทและเลิกยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดเรื่อง อำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 ต่อมาประธานศาลฎีกามีคำวินิจฉัยว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทและมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองหรือไม่ โดยโจทก์อ้างว่าเป็นทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ที่นำมาเป็นสินสอดให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่นางรุ่งนภา บุตรสาวโจทก์ยอมสมรสกับจำเลยที่ 1 ดังนั้น จึงเห็นควรวินิจฉัยเสียก่อนว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสอดตามที่โจทก์ฎีกาหรือไม่ ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบคำถามของทนายจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า ขณะที่จำเลยที่ 1 มาสู่ขอบุตรสาวของโจทก์นั้นได้นำหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายมาใส่พาน สัญญาจะซื้อจะขายมีจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการทั้งหมดโดยใส่ชื่อบุตรสาวโจทก์เป็นผู้จะซื้อตามหนังสือสัญญาจะซื้อจะขายหรือสัญญาวางมัดจำ แต่ต่อมาไม่มีการซื้อขายที่ดินตามสัญญา ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์เพื่อตอบแทนการที่นางรุ่งนภาบุตรสาวโจทก์ยอมสมรสด้วยจึงไม่ใช่สินสอดตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1437 วรรคสาม ทั้งปรากฏว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในประเด็นอื่นต่อไป

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ229/2555
primary_red_case_no
พ98/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000227.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชพ.115/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559