คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 17/2559 ฉบับเต็ม

#596145
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยที่ ยช. 17/2559 นางสาว น. โจทก์ บริษัท อ. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันให้นำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ ตามคำสั่งของบิดาซึ่งเป็นผู้ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลภายนอกต่างไม่ได้มีความสัมพันธ์ในทางครอบครัวที่จะต้องนำ ป.พ.พ. บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวมาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีมีการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ว่าด้วยสัญญา จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงงานทอผ้า ย้อมผ้า และตัดเย็บเสื้อผ้า จัดตั้งขึ้นด้วยเงินลงทุนของนาย ด. บิดาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 การประกอบกิจการจำเลยที่ 1 ในระยะเริ่มต้นนาย ด. เป็นกรรมการผู้จัดการและบริหารกิจการ ต่อมาเมื่อนาย ด. มีอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรงจึงมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เข้ามาบริหารกิจการแทนโดยให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ก่อนนาย ด. ถึงแก่ความตายได้สั่งด้วยวาจาให้จำเลยที่ 2 นำเงินที่ได้มาจากการประกอบกิจการจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูโจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ และจ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูนางสาว อ. ซึ่งเป็นน้องสาวที่มีอาการป่วยทางจิตไม่สามารถทำงานและเลี้ยงตัวเองได้ เดิมโจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อเมื่อนาย ด. ถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองกิจการจำเลยที่ 1 แล้วได้ให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ โจทก์จึงไปทำงานด้านสื่อสารมวลชนจนเกษียณอายุ เนื่องจากนางสาว อ. ต้องใช้เงินรักษาอาการป่วยในแต่ละเดือนเป็นจำนวนมากและค่าเลี้ยงดูที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้นางสาว อ. ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ โจทก์จึงต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายแทนจนถึงปัจจุบัน ทำให้โจทก์ประสบปัญหาทางการเงินและไม่มีรายได้อื่นใดมาเลี้ยงดูตนเอง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามคำสั่งของบิดา โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองให้จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันให้นำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ตามคำสั่งของบิดาซึ่งเป็นผู้ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างไม่ได้มีความสัมพันธ์ในทางครอบครัวที่จะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวมาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีมีการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ว่าด้วยสัญญา จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว วินิจฉัย ณ วันที่ 30 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2559 วีระพล ตั้งสุวรรณ (นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) ประธานศาลฎีกา () แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
596145
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082617254"
    }
}
date
2559
deka_no
17/2559
deka_running_no
17
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 10 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว น."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการโรงงานทอผ้า ย้อมผ้า และตัดเย็บเสื้อผ้า จัดตั้งขึ้นด้วยเงินลงทุนของนาย ด. บิดาของโจทก์กับจำเลยที่ 2 การประกอบกิจการจำเลยที่ 1 ในระยะเริ่มต้นนาย ด. เป็นกรรมการผู้จัดการและบริหารกิจการ ต่อมาเมื่อนาย ด. มีอายุมากและสุขภาพไม่แข็งแรงจึงมอบหมายให้จำเลยที่ 2 เข้ามาบริหารกิจการแทนโดยให้เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนจำเลยที่ 1 จนถึงปัจจุบัน ก่อนนาย ด. ถึงแก่ความตายได้สั่งด้วยวาจาให้จำเลยที่ 2 นำเงินที่ได้มาจากการประกอบกิจการจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูโจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ และจ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูนางสาว อ. ซึ่งเป็นน้องสาวที่มีอาการป่วยทางจิตไม่สามารถทำงานและเลี้ยงตัวเองได้ เดิมโจทก์เป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 ต่อเมื่อนาย ด. ถึงแก่ความตายและจำเลยที่ 2 เข้าครอบครองกิจการจำเลยที่ 1 แล้วได้ให้โจทก์ออกจากการเป็นกรรมการ โจทก์จึงไปทำงานด้านสื่อสารมวลชนจนเกษียณอายุ เนื่องจากนางสาว อ. ต้องใช้เงินรักษาอาการป่วยในแต่ละเดือนเป็นจำนวนมากและค่าเลี้ยงดูที่จำเลยที่ 1 จ่ายให้นางสาว อ. ในแต่ละเดือนไม่เพียงพอ โจทก์จึงต้องใช้เงินส่วนตัวจ่ายแทนจนถึงปัจจุบัน ทำให้โจทก์ประสบปัญหาทางการเงินและไม่มีรายได้อื่นใดมาเลี้ยงดูตนเอง จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์ตามคำสั่งของบิดา โจทก์แจ้งจำเลยทั้งสองให้จ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์แล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันจ่ายค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เป็นรายเดือนในอัตราเดือนละ 50,000 บาท นับจากวันฟ้องเป็นต้นไป

ในชั้นตรวจคำฟ้อง ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปทุมธานีเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันให้นำเงินที่ได้จากการประกอบกิจการของจำเลยที่ 1 จ่ายเป็นค่าเลี้ยงดูแก่โจทก์เมื่อโจทก์มีอายุมากและไม่มีรายได้ตามคำสั่งของบิดาซึ่งเป็นผู้ตั้งบริษัทจำเลยที่ 1 นั้น เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ 2 เป็นเพียงพี่น้องร่วมบิดามารดา ส่วนจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลต่างไม่ได้มีความสัมพันธ์ในทางครอบครัวที่จะต้องนำประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ว่าด้วยครอบครัวมาใช้บังคับ ทั้งเป็นกรณีมีการโต้แย้งสิทธิและหน้าที่ระหว่างบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ว่าด้วยสัญญา จึงไม่เป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 30 เดือน มีนาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006599.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำวินิจฉัยที่ ยช.
year
2559