ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15710/2558
วัดนางเหล้า
โจทก์
นายเสริม ช่วยนุกูล โดยนางสาวสมพร ช่วยนุกูล
ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142 วรรคหนึ่ง
ป.พ.พ. มาตรา 1382
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33 (2), มาตรา 34 วรรคหนึ่ง, มาตรา 34 วรรคท้าย
โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีประการแรกว่า วัด ช. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์ เพียงแต่วัด ช. จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของแทน กับประการที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกแสดงเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ แต่ภายหลังไม่ปฏิบัติตาม เป็นกรณีที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิต้องตามหลักเกณฑ์ในการนำคดีเข้าสู่ศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากวัด ช. ผู้เป็นเจ้าของ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกเพราะถูกข่มขู่และถูกกลฉ้อฉล ประเด็นข้อพิพาทมิใช่มีเพียงโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่เท่านั้น เพราะหากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยบันทึกว่ามีผลตามกฎหมายหรือไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เพราะการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ รัฐต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33 (2) ประกอบมาตรา 34 วรรคหนึ่ง โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องแล้วด่วนพิพากษายกฟ้องนั้นหาชอบด้วยกระบวนพิจารณาไม่ เพราะยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึกอันมีผลเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่ศาลต้องพิพากษาอีก ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจหยิบยกวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นของวัด ช.ตามเดิมหรือไม่นั้น เป็นปัญหาเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์อยู่ในบังคับตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยส่วนนี้ชอบแล้ว
แม้จะรับฟังตามบันทึกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามความประสงค์ของวัด ช. แต่เมื่อข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าวัด ช. เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท การโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์จะกระทำได้ก็แต่โดยรัฐต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ดังนี้ การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนโดยตรงให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการพ้นวิสัย จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่จดทะเบียนโอนใส่ชื่อวัด ช. เป็นเจ้าของตามความเป็นจริงก่อน และจะหยิบยกอายุความได้สิทธิตาม ป.พ.พ. มาตรา 1382 มากล่าวอ้างมิได้ เพราะมีบัญญัติห้ามไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 วรรคท้าย แต่ศาลจะพิพากษาในคดีนี้มิได้เพราะเป็นการเกินคำขอต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันระหว่างวัด ช. กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องติดต่อกับวัด ช. ต่อไป ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึกยินยอมที่จะไปโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์และจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทต่อไป ย่อมแสดงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ยอมรับว่าโจทก์มีสิทธิได้ดอกผลในที่ดินพิพาทด้วย กับถือว่าเจตนาสละการครอบครองและส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทแก่โจทก์แล้ว เมื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชดใช้ผลผลิตยางพาราในที่ดินพิพาท และห้ามยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาทได้
___________________________
โจทก์ฟ้องโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลว่า ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองจดทะเบียนโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 4 หน้า 57 สารบบเล่ม 4 หน้า 282 หมู่ที่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา แก่โจทก์ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 15,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยทั้งสองจัดการให้ผู้อยู่ในที่ดินออกไปจากที่ดินและไม่ให้จำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวกับที่ดินพิพาท
จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
โจทก์อุทธรณ์โดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
โจทก์ฎีกาโดยได้รับอนุญาตให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ศาลฎีกามีคำสั่งเรียกนางสาวสมพร ผู้จัดการมรดกเป็นคู่ความแทน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งว่า เดิมที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ทะเบียนเล่ม 4 หน้า 57 สารบบเล่ม 4 หน้า 282 หมู่ที่ 4 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เนื้อที่ 81 ไร่ 3 งาน 45 ตารางวา ซึ่งเป็นที่ดินพิพาทคดีนี้ มีเจ้าของรวม 3 คน คือ นางงั้น นายยู่อี และนางสาวงวดอิ้ม ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3) ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2506 ต่อมาเจ้าของรวมทั้งสามยกที่ดินพิพาทให้แก่วัดไชยมังคลาราม รัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย ซึ่งขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์ประเทศไทย แต่ขณะนั้นพระครูวิเทศธรรมนาถเจ้าอาวาสชราภาพ จึงให้จดทะเบียนนิติกรรมใส่ชื่อพระมหาสุทัศน์ สุรปัญโญ พระลูกวัดไว้แทน เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2522 ตามสารบัญจดทะเบียน น.ส. 3 (ใบต่อ) ด้านหลัง ครั้นวันที่ 15 เมษายน 2531 พระมหาสุทัศน์มรณภาพ วัดไชยมังคลาราม โดยพระครูวิเทศธรรมนาถ ยื่นคำร้องขอต่อศาลจังหวัดเบตงซึ่งที่ดินพิพาทอยู่ในเขตอำนาจ ขอให้มีคำสั่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกของพระมหาสุทัศน์ โดยแสดงเหตุผลว่าที่ดินพิพาทเป็นของวัด และวัดประสงค์จะนำที่ดินพิพาทไปหาดอกผลเพื่อสร้างพระพุทธรูปที่วัดโจทก์ ศาลจังหวัดเบตงไต่สวนและมีคำสั่งตั้งวัดไชยมังคลารามเป็นผู้จัดการมรดกของพระมหาสุทัศน์ ตามสำเนาคำสั่งคดีหมายเลขแดงที่ 41/2532 ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2532 โดยก่อนหน้านั้นพระครูวิเทศธรรมนาถได้ประชุมคณะสงฆ์และกรรมการวัดเพื่อจัดการเกี่ยวกับที่ดินพิพาทและมีมติ "ให้เอาที่ดินแปลงนี้ตั้งเป็นมูลนิธิชื่อว่า มูลนิธิ "พระวิเทศธรรมนาถ" (แดง ธมมปาโล)... ยกผลประโยชน์ให้วัดนางเหล้า หมู่ที่ 3 ตำบลชุมพล อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา และให้วัดนางเหล้าใช้ดอกผลของมูลนิธิไปตามหลักการ ดังนี้..." ตามบันทึกการประชุมลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2532 ครั้นวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 วัดไชยมังคลาราม โดยพระครูวิเทศธรรมนาถ ในฐานะผู้จัดการมรดกของพระมหาสุทัศน์ได้จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทระบุเป็นนิติกรรมซื้อขายแก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามสัญญาขายที่ดินและสารบัญจดทะเบียน แผ่นที่ 2 และที่ 3 และในที่สุดเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2553 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ทำบันทึกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทราบมาแต่ต้นว่า วัดไชยมังคลารามมีเจตนาที่จะยกที่ดินพิพาทให้แก่วัดโจทก์โดยจำเลยที่ 1 และที่ 2 แสดงเจตนาจะดำเนินการโอนที่ดินพิพาทให้แก่วัดโจทก์ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2553 4 แต่หลังจากนั้นจำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้ปฏิบัติตามบันทึกดังกล่าว โจทก์จึงฟ้องคดีนี้
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องตั้งสิทธิเป็นประเด็นแห่งคดีในประการแรกว่า วัดไชยมังคลารามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและยกให้โจทก์ เพียงแต่ในเบื้องต้นวัดไชยมังคลารามจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเจ้าของแทน กับประการที่สอง จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึก แสดงเจตนาจะจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทคืนให้แก่โจทก์ แต่ภายหลังจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ปฏิบัติตามบันทึกนั้น อันเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์ยกขึ้นกล่าวอ้างว่าถูกจำเลยที่ 1 และที่ 2 โต้แย้งสิทธิ ต้องตามหลักเกณฑ์ในการนำคดีเข้าสู่ศาลตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 บัญญัติไว้ โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ส่วนที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การต่อสู้ว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 1 และที่ 2 ซื้อที่ดินพิพาทจากวัดไชยมังคลารามผู้เป็นเจ้าของ กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำบันทึก เพราะถูกข่มขู่และถูกกลฉ้อฉล ก็จะเห็นได้ว่า ประเด็นข้อพิพาทมิใช่มีเพียงโจทก์เป็นเจ้าของที่ดินหรือไม่เท่านั้น เพราะแม้หากศาลวินิจฉัยว่าโจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท ก็ยังมีประเด็นต้องวินิจฉัย ว่ามีผลตามกฎหมายที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องปฏิบัติตามการแสดงเจตนาที่ปรากฏในบันทึกหรือไม่ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยข้อเท็จจริงว่า โจทก์มิใช่เจ้าของที่ดินพิพาท เพราะการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์ รัฐจะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 33 (2) ประกอบมาตรา 34 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง แล้วด่วนพิพากษายกฟ้องเสียทีเดียวนั้น หาชอบด้วยกระบวนพิจารณาไม่ เพราะยังมีประเด็นต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับบันทึก อันมีผลเกี่ยวกับเนื้อหาคดีที่ศาลจะต้องพิพากษาอยู่อีก ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นแต่เพื่อมิให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 9 วินิจฉัยก่อน
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ดินพิพาทยังเป็นของวัดไชยมังคลารามตามเดิมหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาเกี่ยวกับการโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยจึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อสุดท้ายมีว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามที่ได้แสดงเจตนาในบันทึก เห็นว่า มีผู้เข้าร่วมในการเจรจาหลายคนทั้งฝ่ายบรรพชิตและฝ่ายคฤหัสถ์ กระทำกันโดยเปิดเผย ไม่ปรากฏลักษณะการข่มขู่หรือหลอกลวง พยานบุคคลซึ่งอยู่ในเหตุการณ์เช่น นายทิพย์ นางศิริปภัสสรา กรรมการวัด และนายนอบ เบิกความเป็นพยานโจทก์ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ โดยเฉพาะนายทิพย์ซึ่งเป็นผู้เขียนบันทึก สำหรับการแสดงเจตนาคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ของจำเลยที่ 1 ระบุชัดว่า เป็นเพราะพระครูสังฆรักษ์อิทธิกรและจำเลยที่ 1 เกี่ยงกันไม่ยอมเป็นผู้เขียน จนในที่สุดก็ตกลงกันให้นายทิพย์เป็นผู้เขียน นายทิพย์เป็นญาติกับจำเลยที่ 1 ขณะนายทิพย์เขียนบันทึก จำเลยที่ 2 จึงมิได้เข้ามาร่วมการเจรจา แต่เมื่อจำเลยที่ 2 มาถึงและรับทราบข้อตกลง จำเลยที่ 2 ก็ได้เขียนข้อความด้วยตนเองแสดงเจตนาดำเนินการตามที่บันทึกไว้แล้วคือจะคืนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ลงในบันทึกฉบับเดียวกัน สำหรับพยานจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั้น ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่นโดยเป็นผู้ใหญ่บ้านและเป็นกรรมการวัดโจทก์ อีกทั้งมีศักดิ์เป็นหลานของพระครูวิเทศธรรมนาถ ส่วนจำเลยที่ 2 ก่อนทำบันทึก ก็รับราชการครูสอนหนังสือที่โรงเรียนวัดนางหล้า ข้อเท็จจริงทั้งหมดที่ปรากฏจึงไร้เหตุผลที่จะให้รับฟังตามข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ข้อความตามบันทึก เป็นการกระทำโดยสมัครใจและผูกพันจำเลยที่ 1 และที่ 2 โดยหลักความศักดิ์สิทธิ์ของการแสดงเจตนา รับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นเพียงผู้มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนวัดไชยมังคลารามเท่านั้น การทำหนังสือสัญญาขายที่ดินพิพาทและการจดทะเบียนสิทธินิติกรรม เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2543 เป็นนิติกรรมอำพรางตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคสอง อย่างไรก็ตาม แม้จะรับฟังได้ตามบันทึกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องมีหน้าที่จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ตามความประสงค์ของวัดไชยมังคลารามแต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติแล้วว่า วัดไชยมังคลารามเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท การโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ธรณีสงฆ์จะกระทำได้ก็แต่โดยรัฐต้องตราเป็นพระราชบัญญัติเท่านั้น ดังนี้ การจะบังคับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 จดทะเบียนโอนโดยตรงให้แก่โจทก์ ย่อมเป็นการพ้นวิสัยเพราะไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติไว้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงมีหน้าที่ต้องจดทะเบียนโอนใส่ชื่อวัดไชยมังคลารามเป็นเจ้าของตามความเป็นจริงก่อน และจะหยิบยกอายุความได้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382 มากล่าวอ้างมิได้ เพราะมีบัญญัติห้ามไว้ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 34 วรรคท้าย แต่ศาลจะพิพากษาในคดีนี้มิได้เพราะเป็นการเกินคำขอต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ชอบที่จะต้องไปว่ากล่าวกันระหว่างวัดไชยมังคลารามกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 และเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องติดต่อเจรจากับวัดไชยมังคลารามต่อไป ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 และบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
(สมชาย จุลนิติ์-สรรทัศน์ เอี่ยมวรชัย-ธีระ เบญจรัศมีโรจน์)
ศาลจังหวัดสงขลา - นายศุภชัย ฟูจิตร์
ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเดชา สร้อยสุวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.2187/2556
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ5/2554
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ514/2555
หมายเหตุ