คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2559 ฉบับเต็ม

#596816
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2068/2559 นายอธิคม สุระสุนทร โจทก์ บริษัทเอส.อี.ซี.ออโต้เซลส์ แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) จำเลย พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 เป็นบทบัญญัติที่จำกัดสิทธิผู้อื่นจึงต้องตีความอย่างเคร่งครัด และมาตรา 90/12 ก็ไม่มีข้อห้ามลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อบังคับให้นายจ้างปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ดังนั้นเมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของจำเลยไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยโดยจำเลยเป็นผู้ทำแทนแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างจึงสามารถยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างชำระค่าจ้างค้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ได้ และพนักงานตรวจแรงงานมีอำนาจออกคำสั่งได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการหรือไม่ก็ตาม เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์และแจ้งคำสั่งให้จำเลยทราบแล้ว แต่จำเลยซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 ไม่ปฏิบัติตามและไม่ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งภายในกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยอันมีผลเสมือนว่าไม่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์จึงมีสิทธิฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานได้ และศาลแรงงานกลางสามารถถือตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดแล้วได้โดยไม่ต้องไต่สวนข้อเท็จจริงใหม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 22/2555 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 โดยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายรวมเป็นเงิน 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่ค้างในแต่ละงวดนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,020 บาท รวมเป็นเงิน 2,897,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,356,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างเป็นเงินจำนวน 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ในแต่ละงวดนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,020 บาท รวมเป็นเงิน 2,897,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,356,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเริ่มทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายอำนวยการ รับเงินเดือนอัตราเดือนละ 123,900 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 ถึงเดือนเมษายน 2554 จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์เพียงเดือนละ 40,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกเดือนละ 83,900 บาท จำเลยจะจ่ายให้ภายหลัง ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2553 บริษัทบางนา เอส.อี.ซี.กรุ๊ป จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางฟื้นฟูกิจการของจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.25/2553 วันที่ 21 มิถุนายน 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 จำเลยออกหนังสือรับรองว่าจำเลยค้างค่าจ้างโจทก์รวม 1,480,330 บาท วันที่ 25 มิถุนายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาในระหว่างที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จำเลยฟื้นฟูกิจการเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.25/2553 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 ไม่ได้ห้ามโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งและแจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 จำเลยไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ เพราะอยู่ในขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน โจทก์ได้แต่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ถึงมาตรา 90/33 เท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อมาตรา 90/12 มีข้อห้ามถึง 11 อนุมาตรา แต่ไม่มีอนุมาตราใดห้ามโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ และพนักงานตรวจแรงงานย่อมสามารถมีคำสั่งได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการแล้วหรือไม่ก็ตาม กรณีไม่ต้องด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2545 ที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานในขณะที่มูลเลิกจ้างตามฟ้องนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และมายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในมูลหนี้เดียวกันเท่านั้น ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยจึงยังอยู่ที่จำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานส่งคำสั่งให้แก่จำเลย จำเลยไม่ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งภายในกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ครั้นต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 ได้เพราะไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) อีกต่อไป และศาลแรงงานกลางก็สามารถถือตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดดังกล่าวแล้วได้โดยไม่ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงใหม่ดังที่จำเลยอุทธรณ์ จำเลยจึงต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ธีระ เบญจรัศมีโรจน์-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-เสรี เพศประเสริฐ) ศาลแรงงานกลาง - นายสุเจตน์ สถาพรนานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.523/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ5003/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ48/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
596816
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายสุเจตน์ สถาพรนานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964936"
    }
}
date
2559
deka_no
2068/2559
deka_running_no
2068
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "ธีระ เบญจรัศมีโรจน์",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "เสรี เพศประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 125 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 90/12"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอธิคม สุระสุนทร"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทเอส.อี.ซี.ออโต้เซลส์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "แอนด์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน)"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ที่ 22/2555 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2555 โดยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายรวมเป็นเงิน 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่ค้างในแต่ละงวดนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,020 บาท รวมเป็นเงิน 2,897,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,356,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างเป็นเงินจำนวน 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ในแต่ละงวดนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 541,020 บาท รวมเป็นเงิน 2,897,520 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 2,356,500 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของจำเลยเริ่มทำงานวันที่ 1 มิถุนายน 2547 จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 ตำแหน่งสุดท้ายคือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายอำนวยการ รับเงินเดือนอัตราเดือนละ 123,900 บาท ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2552 ถึงเดือนเมษายน 2554 จำเลยจ่ายเงินเดือนให้โจทก์เพียงเดือนละ 40,000 บาท ส่วนที่เหลืออีกเดือนละ 83,900 บาท จำเลยจะจ่ายให้ภายหลัง ต่อมาวันที่ 28 มิถุนายน 2553 บริษัทบางนา เอส.อี.ซี.กรุ๊ป จำกัด ในฐานะเจ้าหนี้ของจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลล้มละลายกลางฟื้นฟูกิจการของจำเลยเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.25/2553 วันที่ 21 มิถุนายน 2554 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย วันที่ 22 พฤศจิกายน 2554 จำเลยออกหนังสือรับรองว่าจำเลยค้างค่าจ้างโจทก์รวม 1,480,330 บาท วันที่ 25 มิถุนายน 2555 โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน กลุ่มงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานพื้นที่ 3 ว่าจำเลยค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ ต่อมาพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่าย 2,356,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนกว่าจะชำระเสร็จ ต่อมาวันที่ 4 ตุลาคม 2555 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลย แล้วศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2555 และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2555 ซึ่งเป็นช่วงเวลาในระหว่างที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้จำเลยฟื้นฟูกิจการเป็นคดีหมายเลขดำที่ ฟ.25/2553 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 ไม่ได้ห้ามโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ เมื่อพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งและแจ้งให้จำเลยทราบเป็นหนังสือเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2555 จำเลยไม่ได้นำคดีไปสู่ศาลภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันทราบคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าว และเมื่อศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ โจทก์มาฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2555 โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานและพนักงานตรวจแรงงานไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้จำเลยชำระค่าจ้างค้างจ่ายให้แก่โจทก์ เพราะอยู่ในขณะที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน โจทก์ได้แต่ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/26 ถึงมาตรา 90/33 เท่านั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 เป็นบทกฎหมายที่จำกัดสิทธิผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เมื่อมาตรา 90/12 มีข้อห้ามถึง 11 อนุมาตรา แต่ไม่มีอนุมาตราใดห้ามโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โจทก์จึงยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานได้ และพนักงานตรวจแรงงานย่อมสามารถมีคำสั่งได้ ทั้งนี้ไม่ว่าโจทก์จะได้ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้เดียวกันในคดีที่จำเลยขอฟื้นฟูกิจการแล้วหรือไม่ก็ตาม กรณีไม่ต้องด้วยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 238/2545 ที่จำเลยอ้างเพราะคำพิพากษาศาลฎีกาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ใช้สิทธิฟ้องต่อศาลแรงงานในขณะที่มูลเลิกจ้างตามฟ้องนั้นอยู่ระหว่างการดำเนินการของพนักงานตรวจแรงงาน แต่คดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์ขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 และมายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานในมูลหนี้เดียวกันเท่านั้น ซึ่งถึงอย่างไรก็ไม่ทำให้โจทก์ได้สิทธิเพิ่มขึ้น นอกจากนี้การที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งจำเลยเป็นผู้ทำแผน อำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของจำเลยจึงยังอยู่ที่จำเลยตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/25 เมื่อพนักงานตรวจแรงงานส่งคำสั่งให้แก่จำเลย จำเลยไม่ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งภายในกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 125 วรรคสอง ครั้นต่อมาศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของจำเลยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2555 โจทก์จึงมีสิทธินำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานในวันที่ 9 ตุลาคม 2555 ได้เพราะไม่ต้องห้ามฟ้องคดีตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (4) อีกต่อไป และศาลแรงงานกลางก็สามารถถือตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานซึ่งเป็นที่สุดดังกล่าวแล้วได้โดยไม่ต้องไต่สวนให้ได้ข้อเท็จจริงใหม่ดังที่จำเลยอุทธรณ์ จำเลยจึงต้องถือปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
พ5003/2555
primary_red_case_no
พ48/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000227.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.523/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559