คำวินิจฉัยที่ 41/2559 ฉบับเต็ม

#597418
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยที่ 41/2559 นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 มาตรา ป.พ.พ. มาตรา แม้จำเลยจะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชน แต่อาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ หากจำเลยกระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายมหาชน แต่หากกระทำการโดยมิได้ใช้อำนาจหรือมิได้ดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำในฐานะเอกชนทั่วไป และอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน การที่จำเลยซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะเป็นการจ้างให้โจทก์มาทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการอันเป็น การจ้างให้มาทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่การทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ จำเลยกระทำในฐานะเอกชน มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายมาจำเลยจึงมิได้กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างจำเลยผู้ว่าจ้างกับโจทก์ผู้รับจ้างจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เนื่องจากไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ตามบทนิยามสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน ___________________________ (สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๔๑/๒๕๕๙ วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙ เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ ศาลแรงงานภาค ๔ ระหว่าง ศาลปกครองขอนแก่น การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลแรงงานภาค ๔ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๔ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๗/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสถาบันของจำเลย แต่ระหว่างการทำงานตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ - ๒๕๕๘ โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายชั่วโมงและผลตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทนคณาจารย์ จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าบรรยายเป็นรายชั่วโมง รวมถึงการเตรียมการสอน หรือการวิจัยค้นคว้าเพื่อการสอนที่กำหนดสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นคณาจารย์สอนรายชั่วโมง โดยจำเลยกำหนดให้สอน ๑๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ในการปฏิบัติจริงมีการสอน ๒๑ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินประจำตำแหน่งฝ่ายบริหาร เป็นเงิน ๑,๑๒๑,๔๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้ชำระเงินค่าภาระการสอนจำนวนชั่วโมงบรรยายเป็นเงิน ๓,๘๘๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามที่ระบุในสัญญาจ้างและตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ โดยโจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะกรรมการการคุ้มครองแรงงานประจำมหาวิทยาลัยวินิจฉัยก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้จ่ายเงินค่าตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง กฎ ระเบียบ และประกาศของจำเลยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานภายในสถาบันทุกคนรวมทั้งโจทก์อย่างถูกต้องแล้ว หากจำเลยจ่ายเงินตามฟ้องไม่ถูกต้องแล้ว ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลย กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยโต้แย้งหรือทวงเงินตามสิทธิจากจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลแรงงานภาค ๔ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นอาจารย์และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ตลอดระยะเวลาทำงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ การที่โจทก์ลูกจ้างเรียกร้องให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าตอบแทนในการดำรงตำแหน่งและค่าสอนพิเศษให้เป็นไป ตามคำสั่งของจำเลย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติให้จำเลยเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งการจัดการศึกษาเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐที่จะต้องจัดทำและสนับสนุนให้เอกชนจัดทำ กรณีจึงเห็นได้ว่าแม้จำเลยจะมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่จำเลยก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษาซึ่งเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมาย ดังนั้น จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม จำเลยคงเป็นหน่วยงานทางปกครองก็เฉพาะแต่ในกรณีที่กระทำการในการดำเนินกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อจำเลยทำสัญญาจ้างให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ มีหน้าที่ให้การศึกษาหรือทำการสอนแก่นักศึกษาในหน่วยงานของจำเลย กรณีจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ที่มีขึ้นเพื่อให้โจทก์เข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานในการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามที่จำเลยได้รับมอบหมายบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีข้อโต้แย้งในการเรียกให้ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ คำวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทำสัญญาจ้างให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ แต่โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายชั่วโมงและผลตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทนอาจารย์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินประจำตำแหน่งฝ่ายบริหาร ค่าภาระการสอน ค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือทวงเงินตามสิทธิจากจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ และยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติคำว่า หน่วยงานทางปกครองหมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาคราชการส่วนท้องถิ่นอื่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองคดีนี้ จำเลยเป็นสถานศึกษาของเอกชน ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในเรื่องการให้การศึกษาและวิชาการซึ่งเป็นบริการสาธารณะได้ ดังนั้น แม้จำเลยจะเป็นเอกชน แต่อาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามพระราชบัญญัตินี้ได้ หากจำเลยกระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายมหาชน แต่หากกระทำการโดยมิได้ใช้อำนาจหรือมิได้ดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำในฐานะเอกชนทั่วไป และอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะเป็นการจ้างให้โจทก์มาทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการอันเป็นการจ้างให้มาทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่การทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ จำเลยกระทำในฐานะเอกชน มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายมา จำเลยจึงมิได้กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างจำเลยผู้ว่าจ้างกับโจทก์ผู้รับจ้างจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เนื่องจากไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ตามบทนิยามสัญญา ทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน ข้อพิพาทในคดีนี้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับค่าจ้าง ค่าตอบแทน โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง ค่าภาระการสอน ค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์ (นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์) ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม (ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์ (นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์) ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง (ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม (ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม) หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร (ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร (นายจิระ บุญพจนสุนทร) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำเนาถูกต้อง () แหล่งที่มา ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
597418
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082616980"
    }
}
date
2559
deka_no
41/2559
deka_running_no
41
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ"
    }
]
long_text
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๔๑/๒๕๕๙

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

ศาลแรงงานภาค ๔

ระหว่าง

ศาลปกครองขอนแก่น

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลแรงงานภาค ๔ โดยสำนักงานศาลยุติธรรมส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๕ มิถุนายน ๒๕๕๘ นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ ยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย ต่อศาลแรงงานภาค ๔ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๑๒๗/๒๕๕๘ ความว่า โจทก์เข้าทำงานกับจำเลยในตำแหน่งอาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ตั้งแต่วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๔๓ และจำเลยมีคำสั่งแต่งตั้งให้โจทก์ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสถาบันของจำเลย แต่ระหว่างการทำงานตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ - ๒๕๕๘ โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายชั่วโมงและผลตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทนคณาจารย์ จำเลยมีหน้าที่ต้องจ่ายเงินค่าบรรยายเป็นรายชั่วโมง รวมถึงการเตรียมการสอน หรือการวิจัยค้นคว้าเพื่อการสอนที่กำหนดสำหรับผู้ปฏิบัติงานที่เป็นคณาจารย์สอนรายชั่วโมง โดยจำเลยกำหนดให้สอน ๑๕ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ในการปฏิบัติจริงมีการสอน ๒๑ ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ซึ่งจำเลยจะต้องจ่ายค่าสอนพิเศษและค่าสอนเกินภาระงานสอนให้แก่โจทก์ แต่จำเลยไม่ชำระให้แก่โจทก์ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินประจำตำแหน่งฝ่ายบริหาร เป็นเงิน ๑,๑๒๑,๔๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย กับให้ชำระเงินค่าภาระการสอนจำนวนชั่วโมงบรรยายเป็นเงิน ๓,๘๘๘,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการตามที่ระบุในสัญญาจ้างและตามที่กฎกระทรวงว่าด้วยการคุ้มครองการทำงานและผลประโยชน์ตอบแทนของผู้ปฏิบัติงานในสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๙ และข้อบังคับของมหาวิทยาลัยกำหนดไว้ โดยโจทก์ต้องนำเรื่องเสนอคณะกรรมการการคุ้มครองแรงงานประจำมหาวิทยาลัยวินิจฉัยก่อน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง จำเลยได้จ่ายเงินค่าตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง กฎ ระเบียบ และประกาศของจำเลยให้แก่ผู้ปฏิบัติงานภายในสถาบันทุกคนรวมทั้งโจทก์อย่างถูกต้องแล้ว หากจำเลยจ่ายเงินตามฟ้องไม่ถูกต้องแล้ว ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี ที่โจทก์ทำงานอยู่กับจำเลย กลับไม่ปรากฏว่าโจทก์เคยโต้แย้งหรือทวงเงินตามสิทธิจากจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง

ศาลแรงงานภาค ๔ พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นกรณีที่จำเลยตกลงว่าจ้างโจทก์เข้าทำงานเป็นอาจารย์และจ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือนให้โจทก์ตลอดระยะเวลาทำงาน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๗๕ การที่โจทก์ลูกจ้างเรียกร้องให้จำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายเงินค่าตอบแทนในการดำรงตำแหน่งและค่าสอนพิเศษให้เป็นไป

ตามคำสั่งของจำเลย ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวด้วยสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงานหรือข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองขอนแก่นพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นสถาบันอุดมศึกษาเอกชนซึ่งมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ บัญญัติให้จำเลยเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งการจัดการศึกษาเป็นภารกิจพื้นฐานของรัฐที่จะต้องจัดทำและสนับสนุนให้เอกชนจัดทำ กรณีจึงเห็นได้ว่าแม้จำเลยจะมิใช่กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ แต่จำเลยก็เป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐให้ดำเนินกิจการบริการสาธารณะด้านการศึกษาซึ่งเป็นกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมาย ดังนั้น จำเลยจึงเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ อย่างไรก็ตาม จำเลยคงเป็นหน่วยงานทางปกครองก็เฉพาะแต่ในกรณีที่กระทำการในการดำเนินกิจการทางปกครองและใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินกิจการดังกล่าวตามกฎหมายเท่านั้น เมื่อจำเลยทำสัญญาจ้างให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ มีหน้าที่ให้การศึกษาหรือทำการสอนแก่นักศึกษาในหน่วยงานของจำเลย กรณีจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับโจทก์ที่มีขึ้นเพื่อให้โจทก์เข้าดำเนินงานหรือเข้าร่วมดำเนินงานในการจัดทำบริการสาธารณะ ทั้งนี้ เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษาตามที่จำเลยได้รับมอบหมายบรรลุผล สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาทางปกครอง ตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อมีข้อโต้แย้งในการเรียกให้ชำระเงินตามสัญญาดังกล่าว จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องอ้างว่าจำเลยทำสัญญาจ้างให้โจทก์ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งอาจารย์ประจำ แต่โจทก์ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไม่เป็นไปตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างรายชั่วโมงและผลตอบแทนในการกำหนดตำแหน่งคุณสมบัติของผู้บริหาร (เงินประจำตำแหน่ง) ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทนอาจารย์ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงินประจำตำแหน่งฝ่ายบริหาร ค่าภาระการสอน ค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ย ส่วนจำเลยให้การว่า จำเลยได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้แก่โจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ไม่เคยโต้แย้งหรือทวงเงินตามสิทธิจากจำเลยแต่อย่างใด จำเลยจึงไม่ต้องชดใช้เงินตามฟ้องแก่โจทก์ และยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง กรณีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า สัญญาจ้างดังกล่าวเป็นสัญญาทางแพ่งหรือสัญญาทางปกครอง เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๙ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ศาลปกครองมีอำนาจพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งในเรื่องดังต่อไปนี้ (๔) คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครอง และมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติว่า สัญญาทางปกครอง หมายความรวมถึง สัญญาที่คู่สัญญาอย่างน้อยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลซึ่งกระทำการแทนรัฐ และมีลักษณะเป็นสัญญาสัมปทาน สัญญาที่ให้จัดทำบริการสาธารณะ หรือจัดให้มีสิ่งสาธารณูปโภคหรือแสวงประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และบัญญัติคำว่า หน่วยงานทางปกครองหมายความว่า กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นและมีฐานะเป็นกรม ราชการส่วนภูมิภาคราชการส่วนท้องถิ่นอื่น รัฐวิสาหกิจที่ตั้งขึ้นโดยพระราชบัญญัติหรือพระราชกฤษฎีกา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐและให้หมายความรวมถึงหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ใช้อำนาจทางปกครองหรือให้ดำเนินกิจการทางปกครองคดีนี้ จำเลยเป็นสถานศึกษาของเอกชน ตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน บัญญัติให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเป็นสถานศึกษาและวิจัย มีวัตถุประสงค์ในการให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่กฎหมายมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาเอกชนอาจใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองในเรื่องการให้การศึกษาและวิชาการซึ่งเป็นบริการสาธารณะได้ ดังนั้น แม้จำเลยจะเป็นเอกชน แต่อาจเป็น "หน่วยงานทางปกครอง" ตามพระราชบัญญัตินี้ได้ หากจำเลยกระทำการใดโดยใช้อำนาจทางปกครองหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐซึ่งจะอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายมหาชน แต่หากกระทำการโดยมิได้ใช้อำนาจหรือมิได้ดำเนินกิจการทางปกครอง การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการกระทำในฐานะเอกชนทั่วไป และอยู่ภายใต้ระบบกฎหมายเอกชน การที่จำเลยทำสัญญาจ้างโจทก์ให้ทำงานในตำแหน่งอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ แม้จะเป็นการจ้างให้โจทก์มาทำหน้าที่สอนหนังสือหรืองานทางวิชาการอันเป็นการจ้างให้มาทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา แต่การทำสัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ จำเลยกระทำในฐานะเอกชน มิได้ใช้อำนาจตามกฎหมายหรือดำเนินกิจการทางปกครองตามที่ได้รับมอบหมายมา จำเลยจึงมิได้กระทำการในฐานะหน่วยงานทางปกครอง สัญญาจ้างระหว่างจำเลยผู้ว่าจ้างกับโจทก์ผู้รับจ้างจึงไม่ใช่สัญญาทางปกครอง เนื่องจากไม่มีคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองหรือเป็นบุคคลที่กระทำการแทนรัฐ ตามบทนิยามสัญญา ทางปกครองตามมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ แต่เป็นสัญญาจ้างแรงงานในระบบกฎหมายเอกชน ข้อพิพาทในคดีนี้ที่โจทก์อ้างว่าจำเลยผิดข้อตกลงตามสัญญาจ้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเกี่ยวกับค่าจ้าง ค่าตอบแทน โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินประจำตำแหน่ง ค่าภาระการสอน ค่าจ้าง พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ จึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับสัญญาทางปกครองตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๔) แห่งพระราชบัญญัติเดียวกัน แต่เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิหรือหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแรงงาน ตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นายพงษ์ศักดิ์ ผกามาศ โจทก์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

สำเนาถูกต้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒
source
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006597.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำวินิจฉัย
year
2559