คำวินิจฉัยที่ 35/2559 ฉบับเต็ม

#597419
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยที่ 35/2559 นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน ผู้ถูกฟ้องคดี พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา ป.พ.พ. มาตรา พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551 มาตรา ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีครอบครองที่ดินพิพาทมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับ โดยมีหนังสือหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่เจ้าพนักงานที่ดินผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ยอมออกให้ และผู้ว่าราชการจังหวัดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดี ดังนี้ พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ บัญญัติว่า "ให้ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินและยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นมายื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสองปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" ซึ่งจะครบกำหนดวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การที่ผู้ฟ้องคดีนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดเมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นการพ้นเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้ และมาตรา ๘ วรรคสาม ก็ได้บัญญัติในกรณีนี้ไว้ว่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง "หากมีผู้นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ" ดังนี้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือ ศาลยุติธรรมและเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ___________________________ (สำเนา) คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล ที่ ๓๕/๒๕๕๙ วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙ เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ศาลปกครองนครศรีธรรมราช ระหว่าง ศาลจังหวัดชุมพร การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้ ข้อเท็จจริงในคดี เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๕/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) มาจากนายธวัช ขวัญยุบล รวม ๔ แปลง มีหลักฐานที่ดินเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๒ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน เลขที่ ๑๒๔ เนื้อที่ ๒ ไร่ เลขที่ ๑๔๘ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ และเลขที่ ๒๔๘ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ รวมเนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ที่ดินทั้ง ๔ แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินประกาศให้ผู้ครอบครองที่ดินและ ทำประโยชน์ในที่ดิน ป่าชายเลนอ่าวทุ่งคา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน รวมทั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้วย วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในระหว่างการรังวัด ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่า บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวน จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วรายงานว่าที่ดินพิพาทไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง รวมเนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งอนุมัติให้จำหน่าย (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลงออกจากทะเบียนครอบครองและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรและเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๘๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงเป็นการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังที่ทางราชการประกาศสงวนหวงห้ามให้เป็นเขตป่า และที่ดินดังกล่าวไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องดำเนินการจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๒๙ ขอให้ยกฟ้อง ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ศาลต้องพิจารณาในประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีนี้ คือการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลงออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลงออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีพิพาทในคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยในประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลง ออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง ส่วนกรณีว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่นั้น ไม่ได้เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครอง เพราะไม่ได้เป็นเหตุของการจำหน่ายแบบแจ้งครอบครอง (ส.ค. ๑) แต่อย่างใด ศาลจังหวัดชุมพรพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีที่ใช้เป็นหลักฐานประกอบคำขอรังวัดขอออกโฉนดที่ดินออกจากสารบบที่ดิน เนื่องจากตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าผู้ฟ้องคดีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี และอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ ทั้งสี่แปลง จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดิน อยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม คำวินิจฉัย ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินประกาศให้ผู้ฟ้องคดีนำที่ดินไปขอออกโฉนด ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในระหว่างการรังวัด ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวน จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วรายงานว่าที่ดินพิพาทไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งอนุมัติให้จำหน่าย (ส.ค. ๑) ทั้ง ๔ แปลง ออกจากทะเบียนครอบครองและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังที่ทางราชการประกาศสงวนหวงห้ามให้เป็นเขตป่าและที่ดินดังกล่าวไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องดำเนินการจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินตามคำสั่ง กรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ การดำเนินการของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ตนครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิมมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับโดยมีหนังสือหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ยอมออกให้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งตาม พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ บัญญัติ "ให้ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน และยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นมายื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสองปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" และจะครบกำหนดสองปี คือวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การที่ผู้ฟ้องคดีนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนด เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จึงเป็นการดำเนินการที่พ้นเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้แล้ว ซึ่งในมาตรา ๘ วรรคสาม ก็ได้บัญญัติในกรณีนี้ไว้ว่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง "หากมีผู้นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ" ดังนี้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือ ศาลยุติธรรมและเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์ (นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์) ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม (ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์ (นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์) ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง (ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม (ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม) หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร (ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร (นายจิระ บุญพจนสุนทร) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ () แหล่งที่มา ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
597419
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082617106"
    }
}
date
2559
deka_no
35/2559
deka_running_no
35
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": []
    },
    {
        "law_name": "พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2551",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ฟ้องคดี",
        "name": "นางเรณู มีอินทร์"
    },
    {
        "role": "ผู้ถูกฟ้องคดี",
        "name": "เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน"
    }
]
long_text
(สำเนา)

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๓๕/๒๕๕๙

วันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๙

เรื่อง คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

ศาลปกครองนครศรีธรรมราช

ระหว่าง

ศาลจังหวัดชุมพร

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชโดยสำนักงานศาลปกครองส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนี้

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองนครศรีธรรมราช เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑๕/๒๕๕๗ ความว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) มาจากนายธวัช ขวัญยุบล รวม ๔ แปลง มีหลักฐานที่ดินเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) เลขที่ ๑๒๒ เนื้อที่ ๑ ไร่ ๒ งาน เลขที่ ๑๒๔ เนื้อที่ ๒ ไร่ เลขที่ ๑๔๘ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ และเลขที่ ๒๔๘ เนื้อที่ ๑๘ ไร่ รวมเนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ที่ดินทั้ง ๔ แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลวิสัยเหนือ อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินประกาศให้ผู้ครอบครองที่ดินและ ทำประโยชน์ในที่ดิน ป่าชายเลนอ่าวทุ่งคา อำเภอเมืองชุมพร จังหวัดชุมพร ให้ไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินแทนแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน รวมทั้งที่ดินของผู้ฟ้องคดีด้วย วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในระหว่างการรังวัด ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่า บุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวน จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วรายงานว่าที่ดินพิพาทไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลง ผู้ฟ้องคดีอุทธรณ์ ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง รวมเนื้อที่ ๓๙ ไร่ ๒ งาน ให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งอนุมัติให้จำหน่าย (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลงออกจากทะเบียนครอบครองและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี

ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ที่ดินทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพรและเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๘๖ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ จึงเป็นการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังที่ทางราชการประกาศสงวนหวงห้ามให้เป็นเขตป่า และที่ดินดังกล่าวไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจะต้องดำเนินการจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินตามคำสั่งกรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ ลงวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๑๓ การดำเนินการของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการถูกต้อง ตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๒๙ ขอให้ยกฟ้อง

ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การที่ศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้ ศาลต้องพิจารณาในประเด็นว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีอยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงจะพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลปกครองนครศรีธรรมราชพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นหลักที่พิพาทกันในคดีนี้ คือการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลงออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามนัยมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ เมื่อผู้ฟ้องคดีเห็นว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลงออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดิน เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ กรณีพิพาทในคดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง สำหรับประเด็นปัญหาว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่พิพาทหรือไม่นั้น เป็นประเด็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลจะต้องพิจารณาในเนื้อหาของคดีอันเป็นประเด็นย่อยในประเด็นปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ส.ค. ๑ ของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่แปลง ออกจากสารบบทะเบียนแจ้งการครอบครองที่ดินเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ซึ่งหากศาลมีคำสั่งให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีก็ยังคงมีสิทธิครอบครองในที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง ส่วนกรณีว่าที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรืออยู่ในเขตป่าไม้ถาวรหรือไม่นั้น ไม่ได้เป็นประเด็นเกี่ยวกับการจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครอง เพราะไม่ได้เป็นเหตุของการจำหน่ายแบบแจ้งครอบครอง (ส.ค. ๑) แต่อย่างใด

ศาลจังหวัดชุมพรพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้จะสืบเนื่องมาจากคำสั่งของฝ่ายปกครองที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งให้จำหน่าย ส.ค. ๑ ทั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดีที่ใช้เป็นหลักฐานประกอบคำขอรังวัดขอออกโฉนดที่ดินออกจากสารบบที่ดิน เนื่องจากตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่าผู้ฟ้องคดีเข้ายึดถือครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเลนอ่าวทุ่งคาและป่าอ่าวสวี และอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรีก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาคำขอท้ายฟ้องของผู้ฟ้องคดีที่ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ตาม ส.ค. ๑ ทั้งสี่แปลง จึงเป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีมีความมุ่งหมายให้ศาลมีคำพิพากษารับรองและคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ การที่ศาลจะมีคำพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีได้นั้น ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความเสียก่อนว่าที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงเป็นสิทธิครอบครองของผู้ฟ้องคดี หรือเป็นที่ดิน อยู่ในเขตป่าไม้หรือไม่เป็นสำคัญ แล้วจึงพิจารณาในประเด็นอื่นต่อไป กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลปกครอง

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ผู้ฟ้องคดีเป็นเอกชนยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า ผู้ฟ้องคดีได้ซื้อที่ดินที่เจ้าของเดิมมีแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. ๑) ต่อมาเจ้าพนักงานที่ดินประกาศให้ผู้ฟ้องคดีนำที่ดินไปขอออกโฉนด ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ในระหว่างการรังวัด ผู้ฟ้องคดีถูกกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินพิพาทซึ่งเป็นป่าสงวน จากนั้นผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง แล้วรายงานว่าที่ดินพิพาทไม่มีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เป็นการแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ จึงมีคำสั่งอนุมัติให้จำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงของผู้ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีมีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) ทั้งสี่แปลง ขอให้เพิกถอนคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่สั่งอนุมัติให้จำหน่าย (ส.ค. ๑) ทั้ง ๔ แปลง ออกจากทะเบียนครอบครองและให้ดำเนินการรังวัดที่ดินตามคำขอของผู้ฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การในทำนองเดียวกันว่า ผู้ฟ้องคดีเข้าครอบครองและทำประโยชน์ภายหลังที่ทางราชการประกาศสงวนหวงห้ามให้เป็นเขตป่าและที่ดินดังกล่าวไม่มีการครอบครองทำประโยชน์มาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นการแจ้งการครอบครองที่ดินไว้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะต้องดำเนินการจำหน่าย ส.ค. ๑ ออกจากทะเบียนการครอบครองที่ดินตามคำสั่ง กรมที่ดิน ที่ ๒๓/๒๕๑๓ การดำเนินการของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ และที่ ๒ เป็นการดำเนินการถูกต้องตามประมวลกฎหมายที่ดินและระเบียบของทางราชการ รวมทั้งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ เห็นว่า เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้เนื่องมาจากผู้ฟ้องคดีอ้างว่า ตนครอบครองที่ดินพิพาทต่อจากเจ้าของเดิมมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินจะใช้บังคับโดยมีหนังสือหลักฐานเป็นแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน ต่อมาวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ผู้ฟ้องคดีจึงไปยื่นขอออกโฉนดที่ดินพิพาท แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ไม่ยอมออกให้ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีคำสั่งจำหน่ายแบบแจ้งการครอบครองที่ดินของผู้ฟ้องคดี ซึ่งตาม พรบ. แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘ บัญญัติ "ให้ผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมีหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดิน และยังมิได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินนั้นมายื่นคำขอเพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ภายในสองปี นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ" และจะครบกำหนดสองปี คือวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ การที่ผู้ฟ้องคดีนำแบบแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนด เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จึงเป็นการดำเนินการที่พ้นเวลาที่กฎหมายดังกล่าวกำหนดไว้แล้ว ซึ่งในมาตรา ๘ วรรคสาม ก็ได้บัญญัติในกรณีนี้ไว้ว่า เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง "หากมีผู้นำหลักฐานการแจ้งการครอบครองที่ดินมาขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ พนักงานเจ้าหน้าที่จะออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้ต่อเมื่อศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดว่าผู้นั้นเป็นผู้ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ" ดังนี้ศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้คือ ศาลยุติธรรมและเป็นคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง นางเรณู มีอินทร์ ผู้ฟ้องคดี เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดชุมพร ที่ ๑ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร ที่ ๒ อธิบดีกรมที่ดิน ที่ ๓ ผู้ถูกฟ้องคดี อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) วีระพล ตั้งสุวรรณ (ลงชื่อ) จิรนิติ หะวานนท์

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) (นายจิรนิติ หะวานนท์)

ประธานศาลฎีกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลยุติธรรม

(ลงชื่อ) ปิยะ ปะตังทา (ลงชื่อ) ชาญชัย แสวงศักดิ์

(นายปิยะ ปะตังทา) (นายชาญชัย แสวงศักดิ์)

ประธานศาลปกครองสูงสุด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลปกครอง

(ลงชื่อ) พลเรือโท ปรีชาญ จามเจริญ (ลงชื่อ) พลตรี พัฒนพงษ์ เกิดอุดม

(ปรีชาญ จามเจริญ) (พัฒนพงษ์ เกิดอุดม)

หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของศาลทหาร

(ลงชื่อ) จิระ บุญพจนสุนทร

(นายจิระ บุญพจนสุนทร)

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน
source
ส่วนเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006598.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำวินิจฉัย
year
2559