ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15467/2558
บริษัทซีพีพีซี จำกัด (มหาชน)
โจทก์
นางเกิดศิริ เศวตมาลานนท์
ในฐานะพนักงานตรวจแรงงาน
จำเลย
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 123, มาตรา 124, มาตรา 125
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
ป.พ.พ. มาตรา 575, มาตรา 852
ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5)
อ. ลูกจ้างโจทก์เคยใช้สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่พิพาทจากโจทก์พร้อมเงินอื่น เนื่องจากถูกโจทก์เลิกจ้างในคดีหมายเลขแดงที่ รย.310/2551 ของศาลแรงงานภาค 2 ซึ่งระหว่างการพิจารณาในคดีดังกล่าว อ. กับโจทก์ตกลงกันได้และ อ. ได้สละสิทธิเรียกร้องในเงินค่าล่วงเวลาดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องในค่าล่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงระงับสิ้นไป อ. จึงไม่อาจนำเอาสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่ระงับไปแล้วไปยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งได้อีก ดังนั้น อ. จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาจากโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่ อ. จึงไม่ชอบ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาแก้คำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ในส่วนที่ให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์ จำนวน 13,033 บาท เป็นจำนวน 6,331.26 บาท
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 2 รับฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2537 โจทก์จ้างนายอุกฤษฎ์ เข้าทำงานเป็นลูกจ้างในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ ได้รับเงินเดือนอัตราสุดท้ายเดือนละ 14,800 บาท เบี้ยกันดารเดือนละ 3,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสุดท้ายของเดือน วันที่ 1 สิงหาคม 2541 โจทก์ประกาศกำหนดวันเวลาทำงานปกติและวันหยุดประจำสัปดาห์ โดยให้ลูกจ้างทำงานระหว่างวันจันทร์ถึงวันศุกร์วันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง หยุดวันเสาร์เว้นเสาร์และวันอาทิตย์ วันเสาร์ที่มีการทำงานจะทำงานวันละ 8 ชั่วโมง ในสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมงครึ่ง และในสัปดาห์ที่ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงครึ่ง วันที่ 24 ธันวาคม 2550 โจทก์เลิกจ้างนายอุกฤษฎ์ให้เหตุผลว่าทุจริตต่อหน้าที่ วันที่ 1กรกฎาคม 2551 นายอุกฤษฎ์ยื่นคำร้องต่อจำเลยขอให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาในสัปดาห์ที่ต้องทำงานวันเสาร์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมงครึ่ง จำเลยมีคำสั่งโดยคิดภายในเวลา 2 ปี ย้อนหลังนับแต่วันสิ้นสุดสัญญาจ้างและคำนวณจากฐานเงินเดือนและเบี้ยกันดารให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลา 13,033 บาท แก่นายอุกฤษฎ์ และระหว่างพิจารณาคู่ความตกลงและรับกันว่าหากนายอุกฤษฎ์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามคำวินิจฉัยของจำเลยโดยคิดภายในเวลา 2 ปี ย้อนหลังนับแต่วันสิ้นสุดสัญญาจ้างและคำนวณจากฐานเงินเดือนและเบี้ยกันดารที่ได้รับแต่ละเดือน คิดเป็นเงิน 6,331.26 บาท แล้วศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่มุ่งคุ้มครองมิให้นายจ้างกำหนดเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างเกินกว่าวันละ 8 ชั่วโมง เว้นแต่เป็นงานที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างตามที่กำหนดในกฎกระทรวงต้องไม่เกิน 7 ชั่วโมง ตามมาตรา 23 และเว้นแต่งานที่เข้าข้อยกเว้นตามกฎกระทรวงฉบับที่ 7 ข้อ 2 อาจตกลงกำหนดเวลาทำงานปกติในวันหนึ่งกี่ชั่วโมงก็ได้ แต่สัปดาห์หนึ่งต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง ดังนี้ การที่โจทก์กำหนดให้ลูกจ้างทำงานระหว่างวันจันทร์ถึงศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมงครึ่ง หยุดวันเสาร์เว้นเสาร์และวันอาทิตย์ วันเสาร์ที่ทำงานจะทำวันละ 8 ชั่วโมง ในสัปดาห์ที่ไม่ได้ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 42 ชั่วโมงครึ่ง และในสัปดาห์ที่ทำงานในวันเสาร์รวมเวลาทำงานสัปดาห์ละ 50 ชั่วโมงครึ่ง นั้น แม้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของลูกจ้างที่ได้หยุดประจำสัปดาห์เพิ่มขึ้นและลูกจ้างเป็นผู้ร้องขอก็ตาม แต่ลูกจ้างต้องทำงานเพิ่มขึ้นในวันทำงานปกติวันละครึ่งชั่วโมงและสัปดาห์ใดทำงานในวันเสาร์ต้องทำงานเป็นเวลา 50 ชั่วโมงครึ่ง ซึ่งเกินกว่ากฎหมายบัญญัติไว้ ข้อตกลงนี้จึงตกเป็นโมฆะใช้บังคับมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ต้องถือว่าชั่วโมงทำงานในส่วนที่เกินเป็นการทำงานล่วงเวลาที่มีสิทธิได้ค่าล่วงเวลา และเวลาทำงานปกติในแต่ละสัปดาห์สามารถแยกกันออกได้อย่างชัดเจนหากทำงานสัปดาห์ใดไม่เกิน 48 ชั่วโมง ข้อตกลงในเวลาทำงานปกติย่อมบังคับได้หาใช่ตกเป็นโมฆะทั้งหมดไม่ คำสั่งของจำเลยที่วินิจฉัยให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์จึงชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อคู่ความรับกันว่านายอุกฤษฎ์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาคิดเป็นเงิน 6,331.26 บาท โจทก์จึงต้องรับผิดจ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์เพียง 6,331.26 บาท
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า มีเหตุเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 หรือไม่ เห็นว่า เห็นสมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่านายอุกฤษฎ์ ซึ่งเป็นลูกจ้างโจทก์มีสิทธิยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อเรียกร้องค่าล่วงเวลาจากโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ รย.310/2551 ของศาลแรงงานภาค 2 ท้ายคำแถลงของจำเลย ฉบับลงวันที่ 19 มกราคม 2552 ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ว่า นายอุกฤษฎ์เคยใช้สิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่พิพาทจากโจทก์พร้อมเงินอื่นเนื่องจากถูกโจทก์เลิกจ้างในคดีหมายเลขแดงที่ รย.310/2551 ของศาลแรงงานภาค 2 ซึ่งระหว่างการพิจารณาในคดีดังกล่าว นายอุกฤษฎ์กับโจทก์ตกลงกันได้และนายอุกฤษฎ์ได้สละสิทธิเรียกร้องในเงินค่าล่วงเวลาดังกล่าวแล้ว สิทธิเรียกร้องในค่าล่วงเวลาดังกล่าวนั้นจึงระงับสิ้นไป นายอุกฤษฎ์จึงไม่อาจนำเอาสิทธิเรียกร้องค่าล่วงเวลาที่ระงับไปแล้วไปยื่นคำร้องต่อจำเลยเพื่อให้พิจารณาและมีคำสั่งได้อีก ดังนั้น นายอุกฤษฎ์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาจากโจทก์ คำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 ที่ให้โจทก์จ่ายค่าล่วงเวลาแก่นายอุกฤษฎ์จึงไม่ชอบ กรณีไม่จำต้องพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์อีกต่อไป อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 78/2551 ลงวันที่ 28 สิงหาคม 2551 เฉพาะในส่วนของนายอุกฤษฎ์
(ภาติยะ ดวงมณี-วิชัย เอื้ออังคณากุล-ธีระพงศ์ จิระภาค)
ศาลแรงงานภาค 2 - นายดำรงค์ ทรัพยผล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
แรงงาน
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1244/2552
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
รย360/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
รย166/2552
หมายเหตุ