คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3069/2559 ฉบับเต็ม

#597962
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3069/2559 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา โจทก์ บริษัทขนส่งวัสดุและผลิตภัณฑ์ จำกัด ผู้ร้อง นายเรด้า วิเศษชาติ จำเลย ป.อ. มาตรา 36 ตามคำร้องขอคืนของกลางของผู้ร้องมีประเด็นเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าสมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย แม้จำเลยจงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องเกี่ยวกับการบรรทุกน้ำหนักเกินก็ตาม แต่ระเบียบและประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้บังคับต่อจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องยังต้องมีหน้าที่ตรวจตราว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องดังกล่าวหรือไม่เพื่อมิให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย ทั้งการตรวจตรามิใช่เพียงแต่มีระเบียบและประกาศให้จำเลยปฏิบัติตามหรือหัวหน้างานโทรศัพท์สอบถามจากจำเลยเท่านั้น นอกจากนี้การที่ผู้ร้องไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องในขณะที่มีการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงานของบริษัท น. ได้ ก็มิใช่ว่าผู้ร้องไม่อาจตรวจตราได้ว่ามีการบรรทุกน้ำหนักเกินหรือไม่ เมื่อผู้ร้องไม่มีการควบคุมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องหรือไม่ ย่อมเป็นช่องทางให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังนี้ การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องจนจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าน้ำหนักน้ำมันรถจะขาดหายไปพอดีกับน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้และจำเลยต้องการทำเวลาเพื่อจะได้ขับรถได้จำนวนหลายรอบ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 75-7725 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วงหมายเลขทะเบียน 75-7720 กรุงเทพมหานคร ของกลาง ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 75-7725 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 75-7720 กรุงเทพมหานคร ของกลาง จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง วันเกิดเหตุผู้ร้องให้จำเลยนำรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางไปบรรทุกน้ำตาลที่บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ปรากฏว่ารถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลาง ที่ผู้ร้องฎีกาว่าไม่สมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางนั้น เห็นว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าสมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เหตุกระทำความผิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่จงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยจงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องเกี่ยวกับการบรรทุกน้ำหนักเกินก็ตาม แต่ระเบียบและประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้บังคับต่อจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องยังต้องมีหน้าที่ตรวจตราว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องดังกล่าวหรือไม่เพื่อมิให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย ทั้งการตรวจตรามิใช่เพียงแต่มีระเบียบและประกาศให้จำเลยปฏิบัติตามหรือหัวหน้างานโทรศัพท์สอบถามจากจำเลยเท่านั้น นอกจากนี้การที่ผู้ร้องไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องในขณะที่มีการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงานของบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้ ก็มิใช่ว่าผู้ร้องไม่อาจตรวจตราได้ว่ามีการบรรทุกน้ำหนักเกินหรือไม่ เมื่อผู้ร้องไม่มีการควบคุมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องหรือไม่ ย่อมเป็นช่องทางให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายเวชากุล พยานผู้ร้องว่า จำเลยต้องแจ้งน้ำหนักที่บรรทุกให้หัวหน้าทราบทุกครั้ง เพื่อบันทึกน้ำหนักที่บรรทุกป้องกันสินค้าสูญหายระหว่างขนส่งและป้องกันการบรรทุกน้ำหนักเกินด้วย ดังนี้ การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องจนจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าน้ำหนักน้ำมันรถจะขาดหายไปพอดีกับน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้และจำเลยต้องการทำเวลาเพื่อจะได้ขับรถได้จำนวนหลายรอบ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ไมตรี สุเทพากุล-นิพนธ์ ใจสำราญ-เอกชัย เหลี่ยมไพศาล) ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา - นายบรรเทิง แต้มแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพฤกษ์ อากาศน่วม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.681/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ขค2/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ขค4/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
597962
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา",
        "judge": "นายบรรเทิง แต้มแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายพฤกษ์ อากาศน่วม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964353"
    }
}
date
2559
deka_no
3069/2559
deka_running_no
3069
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ไมตรี สุเทพากุล",
    "นิพนธ์ ใจสำราญ",
    "เอกชัย เหลี่ยมไพศาล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 36"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทขนส่งวัสดุและผลิตภัณฑ์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเรด้า วิเศษชาติ"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 61 วรรคหนึ่ง, 73/2 และริบรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 75-7725 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วงหมายเลขทะเบียน 75-7720 กรุงเทพมหานคร ของกลาง

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางแก่ผู้ร้อง

โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่ง ให้ยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าของรถบรรทุกลากจูง หมายเลขทะเบียน 75-7725 กรุงเทพมหานคร และรถกึ่งพ่วง หมายเลขทะเบียน 75-7720 กรุงเทพมหานคร ของกลาง จำเลยเป็นลูกจ้างของผู้ร้อง วันเกิดเหตุผู้ร้องให้จำเลยนำรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางไปบรรทุกน้ำตาลที่บริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ปรากฏว่ารถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยดำเนินคดีนี้และศาลมีคำพิพากษาให้ริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลาง ที่ผู้ร้องฎีกาว่าไม่สมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางนั้น เห็นว่า ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยตามคำร้องของผู้ร้องมีเพียงว่า ศาลจะสั่งคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางให้แก่เจ้าของซึ่งมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่เท่านั้น ส่วนประเด็นที่ว่าสมควรริบรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงหรือไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีหลักซึ่งถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องจะยกประเด็นดังกล่าวขึ้นมาในคำร้องขอคืนรถบรรทุกลากจูงและรถกึ่งพ่วงของกลางต่อไปอีกไม่ได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องเพียงว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า เหตุกระทำความผิดเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่จงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องนั้น เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าจำเลยจงใจฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องเกี่ยวกับการบรรทุกน้ำหนักเกินก็ตาม แต่ระเบียบและประกาศดังกล่าวเป็นเรื่องที่ผู้ร้องใช้บังคับต่อจำเลยเท่านั้น ผู้ร้องยังต้องมีหน้าที่ตรวจตราว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องดังกล่าวหรือไม่เพื่อมิให้มีการบรรทุกน้ำหนักเกินอีกด้วย ทั้งการตรวจตรามิใช่เพียงแต่มีระเบียบและประกาศให้จำเลยปฏิบัติตามหรือหัวหน้างานโทรศัพท์สอบถามจากจำเลยเท่านั้น นอกจากนี้การที่ผู้ร้องไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องในขณะที่มีการขนถ่ายสินค้าภายในโรงงานของบริษัทน้ำตาลมิตรผล จำกัด ได้ ก็มิใช่ว่าผู้ร้องไม่อาจตรวจตราได้ว่ามีการบรรทุกน้ำหนักเกินหรือไม่ เมื่อผู้ร้องไม่มีการควบคุมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่งว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามระเบียบและประกาศของผู้ร้องหรือไม่ ย่อมเป็นช่องทางให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องได้โดยง่าย ซึ่งผู้ร้องย่อมทราบเรื่องนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากคำเบิกความของนายเวชากุล พยานผู้ร้องว่า จำเลยต้องแจ้งน้ำหนักที่บรรทุกให้หัวหน้าทราบทุกครั้ง เพื่อบันทึกน้ำหนักที่บรรทุกป้องกันสินค้าสูญหายระหว่างขนส่งและป้องกันการบรรทุกน้ำหนักเกินด้วย ดังนี้ การที่ผู้ร้องปล่อยปละละเลยให้จำเลยฝ่าฝืนระเบียบและประกาศของผู้ร้องจนจำเลยบรรทุกน้ำหนักเกินเนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าน้ำหนักน้ำมันรถจะขาดหายไปพอดีกับน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดไว้และจำเลยต้องการทำเวลาเพื่อจะได้ขับรถได้จำนวนหลายรอบ ย่อมถือได้ว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลยด้วย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ที่ศาลล่างทั้งสองยกคำร้องของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
ขค2/2558
primary_red_case_no
ขค4/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000222.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.681/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559