คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2556 ฉบับเต็ม

#598050
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 947/2556 พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี โจทก์ นายแสวง มุสิกบุญเลิศ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 192, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 จำเลยที่ 2 กับพวก รุมทำร้ายผู้เสียหาย เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไปอันเป็นเจตนาร่วมกันประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย หลังจากที่การทำร้ายร่างกายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นดังกล่าว แต่เห็นว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่ก็ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายหนูคำ ผู้เสียหายถูกคนร้ายร่วมกันทำร้ายร่างกาย จนได้รับอันตรายแก่กาย แล้วคนร้ายร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยมีเจตนาร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อลักรถจักรยานยนต์ของกลางอันเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายต่อร่างกาย และเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งเห็นว่า จากเหตุผลตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น ได้ความว่าผู้เสียหายมีปากเสียงกับฝ่ายจำเลยที่ 2 กับพวกในงานเลี้ยงจนกระทั่งมีเหตุแย่งสุรากันโดยฝ่ายจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายคำแพงไม่พอใจและพูดจาในทำนองข่มขู่ผู้เสียหายกับพวก หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งมีนายคำแพงรวมอยู่ด้วยพากันไปดักทำร้ายผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกก็รุมทำร้ายทันที ไม่ได้มีอากัปกริยาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย ทั้งยังปรากฏว่าเมื่อผู้เสียหายถูกทำร้ายแล้ววิ่งหนีทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 กับพวกสามารถที่จะเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายไปได้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 กับพวกก็ยังไล่ทำร้ายต่อจนกระทั่งผู้เสียหายล้มลง โดยมีนายคำแพงพูดอีกว่า "มึงเก่งแท้บ่อ" ก็ยังเป็นความหมายในทำนองวิวาททำร้ายร่างกายเช่นเดิม ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกและขีดข่วนทั่วร่างกาย ตามผลการชันสูตรบาดแผล เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติ จำเลยที่ 2 กับพวกจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกจึงร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการร่วมกันมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายขึ้นมาในภายหลัง หลังจากที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกัน ลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นนี้ แต่เห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 กรณีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 (เกษม เกษมปัญญา-อนันต์ วงษ์ประภารัตน์-ปกรณ์ วงศาโรจน์) ศาลจังหวัดอุดรธานี - นางวจิราพร วัตตธรรม ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายชลิต กฐินะสมิต แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3280/2552 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1172/2547 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ1220/2548 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
598050
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุดรธานี",
        "judge": "นางวจิราพร วัตตธรรม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 4",
        "judge": "นายชลิต กฐินะสมิต"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081982455"
    }
}
date
2556
deka_no
947/2556
deka_running_no
947
deka_year
2556
department
แผนก
judges
[
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "อนันต์ วงษ์ประภารัตน์",
    "ปกรณ์ วงศาโรจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุดรธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายแสวง มุสิกบุญเลิศ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340, 83

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 จำคุก 12 ปี ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่าตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ นายหนูคำ ผู้เสียหายถูกคนร้ายร่วมกันทำร้ายร่างกาย จนได้รับอันตรายแก่กาย แล้วคนร้ายร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 กับพวกทำร้ายร่างกายผู้เสียหายโดยมีเจตนาร่วมกันตั้งแต่สามคนขึ้นไปเพื่อลักรถจักรยานยนต์ของกลางอันเป็นความผิดฐานร่วมกันปล้นทรัพย์ตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาหรือเป็นความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายต่อร่างกาย และเป็นความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่งเห็นว่า จากเหตุผลตามที่วินิจฉัยมาข้างต้น ได้ความว่าผู้เสียหายมีปากเสียงกับฝ่ายจำเลยที่ 2 กับพวกในงานเลี้ยงจนกระทั่งมีเหตุแย่งสุรากันโดยฝ่ายจำเลยที่ 2 ซึ่งมีนายคำแพงไม่พอใจและพูดจาในทำนองข่มขู่ผู้เสียหายกับพวก หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกซึ่งมีนายคำแพงรวมอยู่ด้วยพากันไปดักทำร้ายผู้เสียหาย ขณะที่ผู้เสียหายขับรถจักรยานยนต์ไปถึงที่เกิดเหตุจำเลยที่ 2 กับพวกก็รุมทำร้ายทันที ไม่ได้มีอากัปกริยาแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 กับพวกมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหาย ทั้งยังปรากฏว่าเมื่อผู้เสียหายถูกทำร้ายแล้ววิ่งหนีทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ในที่เกิดเหตุ ซึ่งทำให้จำเลยที่ 2 กับพวกสามารถที่จะเอารถจักรยานยนต์ผู้เสียหายไปได้แล้ว แต่จำเลยที่ 2 กับพวกก็ยังไล่ทำร้ายต่อจนกระทั่งผู้เสียหายล้มลง โดยมีนายคำแพงพูดอีกว่า "มึงเก่งแท้บ่อ" ก็ยังเป็นความหมายในทำนองวิวาททำร้ายร่างกายเช่นเดิม ผู้เสียหายถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลถลอกและขีดข่วนทั่วร่างกาย ตามผลการชันสูตรบาดแผล เมื่อผู้เสียหายแกล้งหมดสติ จำเลยที่ 2 กับพวกจึงหยุดทำร้าย จากนั้นจำเลยที่ 2 กับพวกจึงร่วมกันเอารถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายไป อันเป็นการร่วมกันมีเจตนาประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายขึ้นมาในภายหลัง หลังจากที่ทำร้ายร่างกายผู้เสียหายขาดตอนไปแล้ว จำเลยที่ 2 กับพวกจึงมีความผิดฐานร่วมกัน ลักทรัพย์อีกกระทงหนึ่ง ปัญหานี้แม้โจทก์ฟ้องมาเป็นความผิดกระทงเดียวและไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ฎีกาในประเด็นนี้ แต่เห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ และเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง แม้โจทก์ไม่ได้ขอให้ลงโทษหลายกรรม แต่โจทก์บรรยายฟ้องไว้แล้วว่าจำเลยร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้เสียหาย และร่วมกันปล้นทรัพย์ผู้เสียหาย ซึ่งความผิดฐานปล้นทรัพย์มีความผิดฐานลักทรัพย์ อันเป็นบทเบารวมอยู่ด้วย ศาลฎีกาจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 เป็นสองกระทงความผิดได้ไม่เกินคำขอ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 335 (1) (7) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 กรณีเป็นความผิดหลายกรรมให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จำคุก 1 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์ จำคุก 2 ปี รวมจำคุก 3 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1172/2547
primary_red_case_no
อ1220/2548
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000380.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3280/2552
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2556