คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2559 ฉบับเต็ม

#598455
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2821/2559 นายสมชาย สายพิณ โจทก์ นายสุธี ดุลยภิญโญ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 177 วรรคสอง จำเลยที่ 2 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2555 แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวต่างเวลากันก็ตาม แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175 และ 177 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 4 รวมกันมาในข้อเดียวกันโดยบรรยายฟ้องในข้อดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน... ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องที่ระบุแล้วว่าการกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2555 แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวต่างเวลากันก็ตาม แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานหนักโดยไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนหรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จกฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลอีกด้วยเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 มิได้เพียงอาจทำให้โจทก์ต้องได้รับโทษทางอาญา แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความจริงด้วย พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นโทษกักขังแทนด้วย แต่ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี และปรับ 20,000 บาท นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว ก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุรางคนา กมลละคร-ปิยกุล บุญเพิ่ม-ไพโรจน์ นวานุช) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.392/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ2465/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4258/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
598455
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายศักรินทร์ กิตติสารพงษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณรงค์ศักดิ์ อัจฉรานุวัฒน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964470"
    }
}
date
2559
deka_no
2821/2559
deka_running_no
2821
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สุรางคนา กมลละคร",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "ไพโรจน์ นวานุช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 90",
            "ม. 177 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมชาย สายพิณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสุธี ดุลยภิญโญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 175 และ 177

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 2 ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 วรรคสอง จำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับ ให้บังคับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และ 30

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุก 2 เดือน ไม่ลงโทษปรับและไม่รอการลงโทษจำคุก แต่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดสองกรรมหรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์บรรยายฟ้องในความผิดฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 4 รวมกันมาในข้อเดียวกันโดยบรรยายฟ้องในข้อดังกล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2554 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน... ซึ่งเป็นการบรรยายฟ้องที่ระบุแล้วว่าการกระทำความผิดฐานเบิกความเท็จของจำเลยที่ 2 เป็นการกระทำหลายกรรมต่างกัน ฟ้องของโจทก์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าโจทก์ประสงค์ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามที่โจทก์บรรยายฟ้องก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 2 เบิกความสองครั้งในคดีเดียวกันคือวันที่ 26 มิถุนายน 2553 และวันที่ 1 ธันวาคม 2555 แม้จะเป็นการเบิกความคนละคราวต่างเวลากันก็ตาม แต่ก็เป็นการนำสาระสำคัญของข้อความในเรื่องเดียวกัน มูลเหตุเดียวกันมากล่าวอีกครั้งโดยมีเจตนาให้โจทก์ต้องโทษในคดีเดียวกันเท่านั้น จึงเป็นการกระทำโดยมีเจตนาเดียวกันอันเป็นการกระทำกรรมเดียว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อต่อไปว่า มีเหตุลงโทษจำเลยที่ 2 ในสถานหนักโดยไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทนหรือไม่ และฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ว่ามีเหตุที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานเบิกความเท็จกฎหมายมิเพียงแต่จะคุ้มครองสิทธิของคู่ความในคดี แต่ยังมุ่งคุ้มครองกระบวนพิจารณาคดีของศาลอีกด้วยเพื่อให้ศาลสามารถวินิจฉัยคดีได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 มิได้เพียงอาจทำให้โจทก์ต้องได้รับโทษทางอาญา แต่ยังทำให้การรับฟังข้อเท็จจริงในคดีของศาลผิดไปจากความจริงด้วย พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 เป็นเรื่องร้ายแรง แม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน ก็ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่จะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้งไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เป็นโทษกักขังแทนด้วย แต่ที่โจทก์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 กระทงละ 4 ปี และปรับ 20,000 บาท นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรกำหนดให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 และเมื่อลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 แล้ว ก็ไม่สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน แต่ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน ไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขัง นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ2465/2555
primary_red_case_no
อ4258/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000223.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.392/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559