คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2559 ฉบับเต็ม

#598460
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1118/2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางปสุตา มั่นทัศนะ กับพวก จำเลย พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 นั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ไม่ได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แม้จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับในเรื่องการวางโทษทวีคูณ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลรู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถูกลงโทษปรับ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีก จึงไม่อาจวางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณตาม พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ได้ ___________________________ บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพียงแต่ให้การรับสารภาพในความผิดที่โจทก์ฟ้องทุกข้อหาเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบในข้อเท็จจริงนี้ เมื่อโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏ กรณีไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปีกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 นั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ตามคำให้การจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ไม่ได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แม้จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับในเรื่องการวางโทษทวีคูณ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาล รู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถูกลงโทษปรับตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีก จึงไม่อาจวางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อร่าม เสนามนตรี -ปริญญา ดีผดุง-ไมตรี สุเทพากุล) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทกอ.111/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3955/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4755/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
598460
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965301"
    }
}
date
2559
deka_no
1118/2559
deka_running_no
1118
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "อร่าม เสนามนตรี",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "ไมตรี สุเทพากุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 113"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางปสุตา มั่นทัศนะ กับพวก"
    }
]
long_text
บรรดาคำฟ้อง คำให้การ รวมทั้งรายการต่าง ๆ ที่ปรากฏในคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษานี้

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกคำขอของโจทก์ที่ขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เพียงแต่ให้การรับสารภาพในความผิดที่โจทก์ฟ้องทุกข้อหาเท่านั้น จึงเป็นหน้าที่ของโจทก์ต้องนำสืบในข้อเท็จจริงนี้ เมื่อโจทก์มิได้นำพยานหลักฐานมาสืบให้ปรากฏ กรณีไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 พ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปีกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติดังกล่าวอีก จึงไม่อาจวางโทษทวีคูณแก่จำเลยที่ 2 ในความผิดต่อพระราชบัญญัติดังกล่าวได้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 นั้น เป็นข้อเท็จจริงต่างหากจากข้อเท็จจริงที่โจทก์บรรยายว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์มีหน้าที่นำสืบให้ปรากฏ คดีนี้จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกข้อหา ตามคำให้การจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 ซึ่งเป็นการรับสารภาพว่าจำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามฟ้องเท่านั้น ไม่ได้ให้การรับด้วยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แม้จำเลยที่ 2 รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ฟ้องขอให้วางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ แต่จำเลยที่ 2 ไม่ได้ให้การรับในประเด็นดังกล่าว จึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 รับในเรื่องการวางโทษทวีคูณ และไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาล รู้ได้เอง เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 และถูกลงโทษปรับตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.495/2552 ของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี จำเลยที่ 2 ได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 อีก จึงไม่อาจวางโทษจำเลยที่ 2 ทวีคูณ ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2534 มาตรา 113 ได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3955/2556
primary_red_case_no
อ4755/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000230.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทกอ.111/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559