คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2559 ฉบับเต็ม

#599030
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2675/2559 นายนิกร ฑีฆธนานนท์ โจทก์ นายโกมินทร์ ฑีฆธนานนท์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 การฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๓๗ วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..."แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ ๓รู้ว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ที่ให้สิทธิโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทคืน ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในคำฟ้อง ยังไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ฉบับลงวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ตามคำขอบังคับของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ ๒ กับที่ ๓ ได้ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๓ มิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๒๔๖ ประกอบมาตรา ๑๔๒ (๕) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122179 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยปลอดจำนองให้โจทก์ พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับเงินค่าที่ดินในราคาที่บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ผู้รับจำนอง) หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์หักเงินค่าที่ดินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำชำระให้แก่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเอง หากมีเงินค่าที่ดินเหลือจากหักชำระหนี้จำนองอยู่เท่าใด ให้โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้เพิกถอนสิทธิจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 3 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง วันนัดชี้สองสถาน จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และมีคำสั่งใหม่ไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขหนี้และบริหารทรัพย์สินที่โจทก์มีภาระหนี้อยู่ โดยให้สิทธิโจทก์ซื้อทรัพย์สินคืนในราคาที่บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินกำหนด แล้วจำเลยที่ 1 จัดตั้งจำเลยที่ 2 บริหารทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนสิทธิของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 นั้น เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้น จึงเป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..."แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3รู้ว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้สิทธิโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทคืน ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในคำฟ้อง ยังไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ตามคำขอบังคับของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงบุคคลสิทธิตามคำมั่นและสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 โจทก์เพียงแต่มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งความประสงค์ว่า โจทก์จะขอซื้อที่ดินแปลงที่พิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ไว้แล้ว โดยที่โจทก์ก็ยังมิได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือมีการชำระราคากันไว้แล้วแต่อย่างใด ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ได้เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน การทำสัญญาจะซื้อจะขายของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ปกรณ์ วงศาโรจน์-นพพร โพธิรังสิยากร-ปกรณ์ สุวรรณพรหมา) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.120/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1404/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1697/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599030
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายปิยพงศ์ คงวัฒนานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางฐิตยาภา เจริญเหรียญ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964584"
    }
}
date
2559
deka_no
2675/2559
deka_running_no
2675
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ปกรณ์ วงศาโรจน์",
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "ปกรณ์ สุวรรณพรหมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 237 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนิกร ฑีฆธนานนท์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโกมินทร์ ฑีฆธนานนท์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 122179 ตำบลในเมือง อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยปลอดจำนองให้โจทก์ พร้อมกับให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับเงินค่าที่ดินในราคาที่บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินกำหนด โดยให้จำเลยที่ 2 จดทะเบียนไถ่ถอนจำนองที่ดินแปลงดังกล่าวกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ผู้รับจำนอง) หากจำเลยที่ 2 ไม่ไถ่ถอนจำนองให้โจทก์หักเงินค่าที่ดินที่จะต้องชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำชำระให้แก่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเอง หากมีเงินค่าที่ดินเหลือจากหักชำระหนี้จำนองอยู่เท่าใด ให้โจทก์ชำระให้แก่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ในวันโอนกรรมสิทธิ์ หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่โอน ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้เพิกถอนสิทธิจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 3 ให้การว่าขอให้ยกฟ้อง

วันนัดชี้สองสถาน จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายในประเด็นว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำฟ้องแล้ว เห็นว่า โจทก์มิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 จึงไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ให้เพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และมีคำสั่งใหม่ไม่รับฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 ให้จำหน่ายคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 3 ทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า การที่โจทก์กล่าวในคำฟ้องว่า โจทก์ทำบันทึกข้อตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 จัดตั้งคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขหนี้และบริหารทรัพย์สินที่โจทก์มีภาระหนี้อยู่ โดยให้สิทธิโจทก์ซื้อทรัพย์สินคืนในราคาที่บริษัทประเมินราคาทรัพย์สินกำหนด แล้วจำเลยที่ 1 จัดตั้งจำเลยที่ 2 บริหารทรัพย์สินดังกล่าว โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำที่ดินพิพาทไปขายให้จำเลยที่ 3 โดยให้จำเลยที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 3 จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบ ขอให้เพิกถอนสิทธิของจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 นั้น เป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 ผู้ซึ่งโจทก์อ้างว่าโจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้โอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ได้ กับจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้น จึงเป็นการฟ้องเพิกถอนการฉ้อฉลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า "เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆ อันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะทำนิติกรรมนั้น บุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วย..."แต่โจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้ปรากฏว่าขณะที่ทำนิติกรรมจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทนั้น จำเลยที่ 3รู้ว่ามีข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ที่ให้สิทธิโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทคืน ดังนี้ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาในคำฟ้อง ยังไม่อาจเพิกถอนนิติกรรมตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ฉบับลงวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ตามคำขอบังคับของโจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมดังกล่าวระหว่างจำเลยที่ 2 กับที่ 3 ได้ ทั้งนี้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ 3 มิได้ให้การต่อสู้ในเหตุนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 3 มานั้นชอบแล้ว ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่าโจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงบุคคลสิทธิตามคำมั่นและสัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าโจทก์อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน เห็นว่า ปรากฏตามคำฟ้องโจทก์ว่าในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 โจทก์เพียงแต่มอบหมายให้ทนายโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 1 และที่ 2 แจ้งความประสงค์ว่า โจทก์จะขอซื้อที่ดินแปลงที่พิพาทคืนจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายหลังจากที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 3 ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ไว้แล้ว โดยที่โจทก์ก็ยังมิได้เข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 หรือมีการชำระราคากันไว้แล้วแต่อย่างใด ดังนั้น ตามคำฟ้องของโจทก์ โจทก์จึงยังไม่ได้เป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิได้อยู่ก่อน การทำสัญญาจะซื้อจะขายของจำเลยที่ 3 จึงยังไม่เป็นการโต้แย้งสิทธิโจทก์ ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1404/2556
primary_red_case_no
พ1697/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000224.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.120/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559