คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2559 ฉบับเต็ม

#599036
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2239/2559 นางสาวปัทถะมา แยบเกษตร โจทก์ นางสมร แยบเกษตร ในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายล้วน แยบเกษตร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1719, มาตรา 1733 วรรคสอง, มาตรา 1754 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246, มาตรา 247 ป.พ.พ. มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกในการกรณีที่จัดการมรดก หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง เสียภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงก็ตาม แต่ต้องหมายถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดก หรือจัดการทรัพย์มรดกไปตามปกติมิใช่กรณีที่ผู้จัดการมรดกจัดการมรดกโดยมิชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นกรณีที่เบียดบัง ยักยอก และปกปิดโดยทายาทไม่รับรู้ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทอื่นเลย นอกจากจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิใช่บุตรคนเดียวของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 5 คน บางคนก็แยกไปประกอบอาชีพที่อื่น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องตกได้แก่พี่น้องคนอื่นด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจจะโอนขายที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกไปให้แก่ผู้อื่นโดยทายาทมิได้ให้ความยินยอมทุกคน จำเลยที่ 2 ก็ย่อมทราบข้อเท็จจริงนี้ดีเช่นกัน จะอ้างว่าเป็นผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นการตอบแทนหาได้ไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริต ดังนั้นการจัดการมรดกรายนี้จึงไม่ชอบ การจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย อายุความห้าปียังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะทำนิติกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้ แม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดการมรดกที่ไม่ชอบ ก็ขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกเสียใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมในส่วนที่มิใช่เป็นทรัพย์มรดกไม่ได้ ที่ศาลล่างพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทำเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งทำเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายล้วน ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2510 มีบุตรด้วยกัน 6 คน โดยจำเลยที่ 2 เป็นบุตรคนที่สาม ส่วนโจทก์เป็นบุตรคนสุดท้อง ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2528 อันเป็นเวลาระหว่างสมรส ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2529 หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในวันที่ 8 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ในวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันการกู้ยืมไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน 210,000 บาท จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เป็นเงิน 621,072 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 16 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 200,000 บาท ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกในการกรณีที่จัดการมรดก หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง เสียภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงก็ตาม แต่ต้องหมายถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดก หรือจัดการทรัพย์มรดกไปตามปกติมิใช่กรณีที่ผู้จัดการมรดกจัดการมรดกโดยมิชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นกรณีที่เบียดบัง ยักยอก และปกปิดโดยทายาทไม่รับรู้ สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 2 เบิกความว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 3 แปลง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้วประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงร้องขอจัดการมรดก สำหรับที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ เชื่อว่าในระหว่างนั้นทายาททุกคนคงยินยอมไว้วางใจให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทอื่น การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์และพี่น้องคนอื่นไม่ทราบเรื่อง สอดคล้องกับคำเบิกความของนายอดิเรก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ จำเลยที่ 2 และมาเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่า ในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 พี่น้องคนอื่นไม่มีคนใดทราบ และหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ไม่เคยมีพี่น้องคนอื่นได้รับมรดกของผู้ตาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทอื่นเลย นอกจากจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิใช่บุตรคนเดียวของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 5 คน บางคนก็แยกไปประกอบอาชีพที่อื่น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องตกได้แก่พี่น้องคนอื่นด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจจะโอนขายที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกไปให้แก่ผู้อื่นโดยทายาทมิได้ให้ความยินยอมทุกคน จำเลยที่ 2 ก็ย่อมทราบข้อเท็จจริงนี้ดีเช่นกัน จะอ้างว่าเป็นผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นการตอบแทนหาได้ไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริตดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ การจัดการมรดกรายนี้จึงไม่ชอบการจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย อายุความห้าปียังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะทำนิติกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้แม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดการมรดกที่ไม่ชอบ ก็ขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกเสียใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมในส่วนที่มิใช่เป็นทรัพย์มรดกไม่ได้ ที่ศาลล่างพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งทำเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 กึ่งหนึ่ง กลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (จรูญ ชีวิตโสภณ-สุริยง ลิ้มสถิรานันท์-โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ) ศาลจังหวัดอุทัยธานี - นางอำไพ อรัญนารถ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2968/2557 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ203/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ289/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599036
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุทัยธานี",
        "judge": "นางอำไพ อรัญนารถ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสุพัฒน์ พงษ์ทัดศิริกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964822"
    }
}
date
2559
deka_no
2239/2559
deka_running_no
2239
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "จรูญ ชีวิตโสภณ",
    "สุริยง ลิ้มสถิรานันท์",
    "โชติวัฒน์ เหลืองประเสริฐ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1719",
            "ม. 1733 วรรคสอง",
            "ม. 1754"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาวปัทถะมา แยบเกษตร"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นางสมร แยบเกษตร ในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ของนายล้วน แยบเกษตร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง

จำเลยทั้งสองขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิจารณาและชี้ขาดตัดสินคดีไปฝ่ายเดียว ภายหลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว จำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งทำเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2541 และให้จำเลยทั้งสองจดทะเบียนเพิกถอนการโอนที่ดินดังกล่าวซึ่งทำเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 5,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายล้วน ผู้ตาย จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2510 มีบุตรด้วยกัน 6 คน โดยจำเลยที่ 2 เป็นบุตรคนที่สาม ส่วนโจทก์เป็นบุตรคนสุดท้อง ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี เนื้อที่ 21 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา ผู้ตายได้ที่ดินดังกล่าวมาเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2528 อันเป็นเวลาระหว่างสมรส ผู้ตายถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2529 หลังจากนั้นประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงยื่นคำร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมาวันที่ 3 พฤศจิกายน 2540 ศาลมีคำสั่งตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ในวันที่ 8 มกราคม 2541 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสและเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายกึ่งหนึ่ง เป็นชื่อของจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดก ในวันที่ 11 มิถุนายน 2541 จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจดทะเบียนจำนองเป็นหลักประกันการกู้ยืมไว้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร วงเงิน 210,000 บาท จำเลยที่ 1 ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2547 เป็นเงิน 621,072 บาท หลังจากนั้นในวันที่ 16 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 ในราคา 200,000 บาท

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1733 วรรคสอง บัญญัติว่า "คดีเกี่ยวกับการจัดการมรดกนั้น มิให้ทายาทฟ้องเกินกว่าห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลง" เห็นว่า แม้บทบัญญัติดังกล่าวจะเป็นบทจำกัดอายุความฟ้องร้องเป็นกรณีพิเศษ ให้ทายาททั้งหลายต้องดำเนินการฟ้องร้องผู้จัดการมรดกในการกรณีที่จัดการมรดก หรือแบ่งปันทรัพย์มรดกไม่ถูกต้อง เสียภายในเวลาห้าปีนับแต่การจัดการมรดกสิ้นสุดลงก็ตาม แต่ต้องหมายถึงกรณีที่ผู้จัดการมรดกดำเนินการแบ่งปันทรัพย์มรดก หรือจัดการทรัพย์มรดกไปตามปกติมิใช่กรณีที่ผู้จัดการมรดกจัดการมรดกโดยมิชอบ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นกรณีที่เบียดบัง ยักยอก และปกปิดโดยทายาทไม่รับรู้ สำหรับคดีนี้ จำเลยที่ 2 เบิกความว่าผู้ตายมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดิน 3 แปลง เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายไปแล้วประมาณ 10 ปี จำเลยที่ 1 จึงร้องขอจัดการมรดก สำหรับที่ดินพิพาทจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ เชื่อว่าในระหว่างนั้นทายาททุกคนคงยินยอมไว้วางใจให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นมารดาครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทไว้แทนทายาทอื่น การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 โจทก์เบิกความยืนยันว่า โจทก์และพี่น้องคนอื่นไม่ทราบเรื่อง สอดคล้องกับคำเบิกความของนายอดิเรก ซึ่งเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับโจทก์ จำเลยที่ 2 และมาเป็นพยานจำเลยที่ 2 ว่า ในการจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 2 พี่น้องคนอื่นไม่มีคนใดทราบ และหลังจากผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว ไม่เคยมีพี่น้องคนอื่นได้รับมรดกของผู้ตาย ดังนั้น ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามทางนำสืบของโจทก์ว่า นับตั้งแต่จำเลยที่ 1 ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดกยังไม่มีการแบ่งปันทรัพย์มรดกของผู้ตายให้แก่ทายาทอื่นเลย นอกจากจดทะเบียนโอนขายแก่จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิใช่บุตรคนเดียวของผู้ตายกับจำเลยที่ 1 แต่มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันถึง 5 คน บางคนก็แยกไปประกอบอาชีพที่อื่น ไม่ปรากฏว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ จำเลยที่ 1 ย่อมทราบดีว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องตกได้แก่พี่น้องคนอื่นด้วย จำเลยที่ 1 จึงไม่มีอำนาจจะโอนขายที่ดินส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกไปให้แก่ผู้อื่นโดยทายาทมิได้ให้ความยินยอมทุกคน จำเลยที่ 2 ก็ย่อมทราบข้อเท็จจริงนี้ดีเช่นกัน จะอ้างว่าเป็นผู้ไถ่ถอนที่ดินพิพาทและจำเลยที่ 1 โอนที่ดินพิพาทให้เป็นการตอบแทนหาได้ไม่ กรณีไม่อาจถือได้ว่าจำเลยที่ 2 รับโอนโดยสุจริตดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้เช่นนี้ การจัดการมรดกรายนี้จึงไม่ชอบการจัดการมรดกจึงยังไม่สิ้นสุดลงตามกฎหมาย อายุความห้าปียังไม่เริ่มนับ คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนการโอนที่ดิน แต่ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสของจำเลยที่ 1 กับผู้ตาย จำเลยที่ 1 จึงมีกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทกึ่งหนึ่ง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิโดยชอบที่จะทำนิติกรรมในส่วนของจำเลยที่ 1 ได้แม้โจทก์มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจัดการมรดกที่ไม่ชอบ ก็ขอให้เพิกถอนได้เฉพาะส่วนที่เป็นทรัพย์มรดกกลับคืนสู่กองมรดกเพื่อให้จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกจัดการมรดกเสียใหม่ให้ถูกต้องเท่านั้น จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมในส่วนที่มิใช่เป็นทรัพย์มรดกไม่ได้ ที่ศาลล่างพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมระหว่างจำเลยทั้งสองทั้งแปลง เป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกมาวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และมาตรา 247

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอนการจดทะเบียนขายที่ดินหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 515 ตำบลพลวงสองนาง อำเภอสว่างอารมณ์ จังหวัดอุทัยธานี ระหว่างจำเลยทั้งสองซึ่งทำเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2547 กึ่งหนึ่ง กลับคืนสู่กองมรดกของผู้ตาย มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ203/2555
primary_red_case_no
พ289/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000226.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2968/2557
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559