คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3444/2559 ฉบับเต็ม

#599038
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3444/2559 นายชัชชัย จันทร์ศุภฤกษ์ โจทก์ นางหนูแดง แซ่ชัย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.พ.พ. มาตรา 1707, มาตรา 1727 วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปใช้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบก็ดี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ก็ดี ย่อมก่อให้เกิดผลว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โดยโจทก์ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เริ่มแรก การที่จำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในเวลาอีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงมิใช่การรับจำนองจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตาม ป.พ.พ. มาตรา 705 ดังนี้ การจำนองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 ยกสิทธิจำนองขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้ โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวแทนของโจทก์ในการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยก ป.พ.พ. มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกมาปรับแก่คดีว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองได้กระทำการโดยสุจริตมิได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินเกิดจากสมรู้ร่วมคิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยใส่ชื่อของโจทก์ไว้แทน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท หากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากคืนที่ดินไม่ได้ก็ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินตามราคาท้องตลาด โดยขอสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นจากจำเลยที่ 1 และที่ 2 จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองซึ่งได้จดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 โดยให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 12 มีนาคม 2541 ซึ่งฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง จากนั้นวันที่ 25 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของบริษัทราชกิจภิญโญจำกัด ต่อจำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนอง คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปใช้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบก็ดี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ก็ดี ย่อมก่อให้เกิดผลว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โดยโจทก์ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เริ่มแรก การที่จำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในเวลาอีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงมิใช่การรับจำนองจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ดังนี้ การจำนองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 ยกสิทธิจำนองขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวแทนของโจทก์ในการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกมาปรับแก่คดีว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองได้กระทำการโดยสุจริตมิได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์-สมยศ เข็มทอง-ภาวนา สุคันธวณิช) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นายวัฒนพล ไชยมณี ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางจันทนา ตันไชย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.34/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1393/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ706/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599038
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นายวัฒนพล ไชยมณี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 3",
        "judge": "นางจันทนา ตันไชย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964227"
    }
}
date
2559
deka_no
3444/2559
deka_running_no
3444
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ภานุวัฒน์ ศุภะพันธุ์",
    "สมยศ เข็มทอง",
    "ภาวนา สุคันธวณิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1707",
            "ม. 1727 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายชัชชัย จันทร์ศุภฤกษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางหนูแดง แซ่ชัย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีอำนาจขายที่ดินให้จำเลยที่ 1 และให้นิติกรรมการซื้อขายที่ดินเกิดจากสมรู้ร่วมคิดระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ไม่ผูกพันโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินแก้ไขชื่อของจำเลยที่ 1 ในโฉนดที่ดินโดยใส่ชื่อของโจทก์ไว้แทน หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 และให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ยื่นคำขอให้เจ้าพนักงานที่ดินเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท หากจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา หากคืนที่ดินไม่ได้ก็ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชดใช้ราคาที่ดินตามราคาท้องตลาด โดยขอสงวนสิทธิเรียกค่าเสียหายอื่นจากจำเลยที่ 1 และที่ 2

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนซื้อขายที่ดินโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 20,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองซึ่งได้จดทะเบียนจำนองเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2541 โดยให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นฎีกาจึงรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เดิมโจทก์มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 2108 ตำบลห้วยไผ่ อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ตามสำเนาโฉนดที่ดิน ต่อมาวันที่ 23 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 2 ได้ทำสัญญาขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน โดยจำเลยที่ 2 อ้างว่าได้รับมอบอำนาจจากโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 12 มีนาคม 2541 ซึ่งฝ่าฝืนต่อความเป็นจริง จากนั้นวันที่ 25 มีนาคม 2541 จำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินพิพาทไปจำนองเป็นประกันหนี้ค่าภาษีอากรของบริษัทราชกิจภิญโญจำกัด ต่อจำเลยที่ 3 ตามสำเนาหนังสือสัญญาจำนอง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า กรณีมีเหตุให้เพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจที่ยังไม่ได้กรอกข้อความมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ถือว่าจำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจโดยมิได้เกิดจากความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์ ซึ่งการที่จำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นที่ว่า จำเลยที่ 2 ปลอมหนังสือมอบอำนาจของโจทก์แล้วนำไปใช้จดทะเบียนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 โดยมิชอบก็ดี และการที่จำเลยที่ 1 ไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้เพิกถอนนิติกรรม การจดทะเบียนซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ก็ดี ย่อมก่อให้เกิดผลว่า การซื้อขายที่ดินพิพาทตามสำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน เป็นการซื้อขายที่ดินที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ไม่อาจอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทแทนโจทก์มาตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม 2541 ซึ่งเป็นวันทำสัญญา โดยโจทก์ยังคงเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทมาตลอด เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่เริ่มแรก การที่จำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทไว้จากจำเลยที่ 1 ในเวลาอีก 2 วันต่อมา คือวันที่ 25 มีนาคม 2541 จึงมิใช่การรับจำนองจากผู้เป็นเจ้าของในขณะนั้น อันเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 705 ดังนี้ การจำนองที่ดินพิพาทของจำเลยที่ 1 จึงไม่มีผลทำให้จำเลยที่ 3 ยกสิทธิจำนองขึ้นต่อสู้โจทก์ผู้เป็นเจ้าของที่ดินพิพาทได้โดยไม่ต้องคำนึงว่าจำเลยที่ 3 รับจำนองที่ดินพิพาทมาโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ การที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทไว้แก่จำเลยที่ 3 เป็นการกระทำที่ไม่เกี่ยวกับโจทก์และจำเลยที่ 2 มิใช่ตัวแทนของโจทก์ในการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 หยิบยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 822 ประกอบมาตรา 821 ซึ่งเป็นบทบัญญัติในเรื่องความรับผิดของตัวการและตัวแทนต่อบุคคลภายนอกมาปรับแก่คดีว่า โจทก์จะขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองที่ดินพิพาทที่จำเลยที่ 3 ผู้รับจำนองได้กระทำการโดยสุจริตมิได้ จึงเป็นการไม่ถูกต้องและเมื่อคดีฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 นำที่ดินพิพาทไปจำนองไว้แก่จำเลยที่ 3 โดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงมีเหตุให้ต้องเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองที่ดินพิพาทระหว่างจำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาไม่เพิกถอนนิติกรรมจำนองดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 3 ในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1393/2556
primary_red_case_no
พ706/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000221.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.34/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559