คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12162/2558 ฉบับเต็ม

#599066
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12162/2558 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายนิพนธ์ อัญชลิพงศ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 161 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 เมื่อจำเลยประสงค์จะชำระหนี้ที่เหลือรวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อถอนการยึดทรัพย์ หากให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่เหลือที่จำเลยต้องรับผิดประกอบด้วย ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เมื่อพิจารณาว่าจำเลยพยายามขวนขวายชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งประสงค์ที่จะชำระหนี้ทั้งหมด แสดงว่าจำเลยมีความสุจริตในการดำเนินคดีและมีเหตุอันสมควร อาศัยอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 161 วรรคหนึ่งประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 (เดิม) จึงกำหนดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตของยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์เท่านั้น ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย โดยยอมชำระหนี้เต็มจำนวนให้เสร็จสิ้นภายใน 8 เดือน นับแต่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลย แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำขอประนอมหนี้ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาปี 2547 จำเลยถูกปลดจากล้มละลาย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1073 ตำบลบึงกาสาม (คลอง 11 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยประเมินราคาไว้ 36,576,700 บาท แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ จำเลยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดยอดหนี้เพื่อที่จะชำระหนี้ไถ่ถอนการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน 36,576,700 บาท เป็นเงิน 1,280,184.50 บาท เมื่อรวมกับหนี้และค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 2,553,000 บาท จำเลยยื่นคำร้องว่า เดิมมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 6 ราย เป็นเงิน 4,109,700.12 บาท จำเลยได้เจรจาขอลดยอดหนี้และชำระหนี้ไปแล้วบางส่วน ปัจจุบันคงเหลือหนี้ 1,260,735.89 บาท หากให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน 36,576,700 บาท จะไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เพราะธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 ผู้นำยึดไม่ยอมชำระเงิน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระ ขอให้ความอนุเคราะห์และความเป็นธรรมแก่จำเลยด้วย ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในชั้นบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขาย คิดค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้คำนวณ ดังนั้น จำเลยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณให้ชำระเป็นเงิน 1,280,184.50 บาท จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลแพ่งธนบุรีที่ให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณนั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ อย่างไรก็ตามศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยส่งมายังศาลฎีกาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงรับพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ กับพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1073 ตำบลบึงกาสาม (คลอง 11 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ซึ่งนอกจากหนี้จำนองของเจ้าหนี้ผู้นำยึดแล้ว หากมีเงินเหลือก็ต้องนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายอื่นที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ด้วย ขณะยึดปรากฏว่าจำเลยยังมีหนี้ต้องชำระภายหลังศาลสั่งยกเลิกการประนอมหนี้เป็นเงิน 1,479,491.64 บาท แต่คดีมีการยึดทรัพย์สินของจำเลยในราคา 36,576,700 บาท ซึ่งเกินกว่าหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดจำนวนมาก เมื่อจำเลยประสงค์จะชำระหนี้ที่เหลือดังกล่าวรวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อถอนการยึดทรัพย์ หากให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่เหลือที่จำเลยต้องรับผิดประกอบด้วย ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เมื่อพิจารณาว่าจำเลยพยายามขวนขวายชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งจำเลยประสงค์ที่จะชำระหนี้ทั้งหมด แสดงว่าจำเลยมีความสุจริตในการดำเนินคดีและมีเหตุสมควร อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 จึงกำหนดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้จำเลยรับผิดชำระอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตของยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์เท่านั้น ที่ศาลแพ่งธนบุรีใช้ดุลพินิจให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์จำนวน 1,479,491.64 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (สุพจน์ กิตติรักษนนท์-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-อธิคม อินทุภูติ) ศาลแพ่งธนบุรี - นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ล้มละลาย หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.90/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ล263/2539 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ล295/2539 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599066
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายประพันธ์ กิ่งพุทธพงษ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968412"
    }
}
date
2558
deka_no
12162/2558
deka_running_no
12162
deka_year
2558
department
ล้มละลาย
judges
[
    "สุพจน์ กิตติรักษนนท์",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "อธิคม อินทุภูติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 161"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 179 (3) (เดิม)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 28"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนิพนธ์ อัญชลิพงศ์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด หลังจากนั้นจำเลยยื่นคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลาย โดยยอมชำระหนี้เต็มจำนวนให้เสร็จสิ้นภายใน 8 เดือน นับแต่ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ ซึ่งศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยการประนอมหนี้ของจำเลย แต่จำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ให้เป็นไปตามคำขอประนอมหนี้ ศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้และพิพากษาให้จำเลยล้มละลาย ต่อมาปี 2547 จำเลยถูกปลดจากล้มละลาย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1073 ตำบลบึงกาสาม (คลอง 11 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดโดยประเมินราคาไว้ 36,576,700 บาท แต่ยังขายทอดตลาดไม่ได้ จำเลยขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คิดยอดหนี้เพื่อที่จะชำระหนี้ไถ่ถอนการยึดทรัพย์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน 36,576,700 บาท เป็นเงิน 1,280,184.50 บาท เมื่อรวมกับหนี้และค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 2,553,000 บาท

จำเลยยื่นคำร้องว่า เดิมมีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ 6 ราย เป็นเงิน 4,109,700.12 บาท จำเลยได้เจรจาขอลดยอดหนี้และชำระหนี้ไปแล้วบางส่วน ปัจจุบันคงเหลือหนี้ 1,260,735.89 บาท หากให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาประเมิน 36,576,700 บาท จะไม่เป็นธรรมแก่จำเลย เพราะธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 ผู้นำยึดไม่ยอมชำระเงิน โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระ ขอให้ความอนุเคราะห์และความเป็นธรรมแก่จำเลยด้วย

ศาลแพ่งธนบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่า ในชั้นบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์ที่ไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขาย คิดค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ซึ่งเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้คำนวณ ดังนั้น จำเลยจึงต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณให้ชำระเป็นเงิน 1,280,184.50 บาท

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คำสั่งของศาลแพ่งธนบุรีที่ให้จำเลยชำระเงินค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์คำนวณนั้น มิใช่คำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดที่ต้องด้วยข้อยกเว้นให้อุทธรณ์ได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 24 วรรคสอง (1) ถึง (5) อุทธรณ์ของจำเลยจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ อย่างไรก็ตามศาลแพ่งธนบุรีมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยส่งมายังศาลฎีกาแล้ว ซึ่งศาลฎีกาพิจารณาเห็นสมควรเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจำเป็นต้องแก้ไขข้อผิดพลาด จึงรับพิจารณาอุทธรณ์ของจำเลย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 26 วรรคสี่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ตามคำขอประนอมหนี้ก่อนล้มละลายและศาลมีคำสั่งยกเลิกการประนอมหนี้ กับพิพากษาให้จำเลยล้มละลายแล้ว ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เจ้าหนี้รายที่ 4 นำเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 1073 ตำบลบึงกาสาม (คลอง 11 ฝั่งตะวันตก) อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี (ธัญบุรี) พร้อมสิ่งปลูกสร้างทรัพย์จำนองของจำเลยออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ ซึ่งนอกจากหนี้จำนองของเจ้าหนี้ผู้นำยึดแล้ว หากมีเงินเหลือก็ต้องนำไปชำระหนี้แก่เจ้าหนี้รายอื่นที่ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ด้วย ขณะยึดปรากฏว่าจำเลยยังมีหนี้ต้องชำระภายหลังศาลสั่งยกเลิกการประนอมหนี้เป็นเงิน 1,479,491.64 บาท แต่คดีมีการยึดทรัพย์สินของจำเลยในราคา 36,576,700 บาท ซึ่งเกินกว่าหนี้ที่จำเลยต้องรับผิดจำนวนมาก เมื่อจำเลยประสงค์จะชำระหนี้ที่เหลือดังกล่าวรวมทั้งค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายเพื่อถอนการยึดทรัพย์ หากให้จำเลยต้องเสียค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 179 (3) (เดิม) โดยไม่พิจารณายอดหนี้ที่เหลือที่จำเลยต้องรับผิดประกอบด้วย ย่อมเห็นได้ว่าเป็นการไม่ยุติธรรมแก่จำเลยซึ่งเป็นผู้รับผิดในชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง เมื่อพิจารณาว่าจำเลยพยายามขวนขวายชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้มาโดยตลอด จนกระทั่งจำเลยประสงค์ที่จะชำระหนี้ทั้งหมด แสดงว่าจำเลยมีความสุจริตในการดำเนินคดีและมีเหตุสมควร อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 จึงกำหนดค่าธรรมเนียมในการรวบรวมทรัพย์สินที่ไม่มีการขายหรือจำหน่ายให้จำเลยรับผิดชำระอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตของยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์เท่านั้น ที่ศาลแพ่งธนบุรีใช้ดุลพินิจให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์สินที่ยึด ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยรับผิดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายอัตราร้อยละ 3.5 ในขอบเขตยอดหนี้ที่ค้างชำระขณะยึดทรัพย์จำนวน 1,479,491.64 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลแพ่งธนบุรี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ล263/2539
primary_red_case_no
ล295/2539
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000257.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ล.90/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558