คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3118/2559 ฉบับเต็ม

#599074
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3118/2559 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นางสาวโนลีหรือนกยูง มีดี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 19 (4), มาตรา 20, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกัน โดยเหตุเกิดที่ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู และแขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และประเทศสิงคโปร์ เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 (4) พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจ ไม่ใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ คดีนี้ตามฟ้องจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 และนำส่งพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นฎีกา ไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ก็ไม่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (1), 9 วรรคหนึ่งวรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 วรรคแรก, 310, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก, 337 และให้จำเลยคืนเงิน 40,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก, 337 วรรคแรกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่งวรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ฐานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร และฐานร่วมกันค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และฐานกรรโชก จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันค้ามนุษย์คงจำคุก 3 ปี และฐานกรรโชก คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 15 เดือนและให้จำเลยคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2 โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นางสาววิชญาดา ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางออกจากประเทศไทยไปที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552 และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 โดยได้รับการช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์ คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า คดีนี้มีการสอบสวนโดยชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยเหตุเกิดที่ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู และแขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และประเทศสิงคโปร์ เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจ ไม่ใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ คดีนี้ตามฟ้องจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 และนำส่งพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นฎีกา ไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ (สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์-สุทธิโชค เทพไตรรัตน์-สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์) ศาลอาญา - นางสาวนันทิยา สิริวรการวณิชย์ ศาลอุทธรณ์ - นางบุษยา รอดยินดี แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.581/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ1496/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4658/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599074
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางสาวนันทิยา สิริวรการวณิชย์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นางบุษยา รอดยินดี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964350"
    }
}
date
2559
deka_no
3118/2559
deka_running_no
3118
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สรศักดิ์ วาจาสิทธิศิลป์",
    "สุทธิโชค เทพไตรรัตน์",
    "สวัสดิ์ สุรวัฒนานันท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 19 (4)",
            "ม. 20",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาวโนลีหรือนกยูง มีดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 4, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 4, 6 (1), 9 วรรคหนึ่งวรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 283 วรรคแรก, 310, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก, 337 และให้จำเลยคืนเงิน 40,000 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 2

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับเป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 283 วรรคแรก, 310 วรรคแรก, 310 ทวิ, 320 วรรคแรก, 337 วรรคแรกพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่งวรรคสี่, 12 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551มาตรา 6 (1), 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 10 ปี ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจารซึ่งหญิงโดยใช้อุบายหลอกลวง ฐานร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อให้บุคคลกระทำการค้าประเวณีโดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ฐานร่วมกันใช้อุบายหลอกลวงส่งคนออกไปนอกราชอาณาจักร และฐานร่วมกันค้ามนุษย์ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันค้ามนุษย์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (1), 52 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี และฐานกรรโชก จำคุก 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันค้ามนุษย์คงจำคุก 3 ปี และฐานกรรโชก คงจำคุก 9 เดือน รวมจำคุก 10 ปี 15 เดือนและให้จำเลยคืนเงิน 40,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 2

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า นางสาววิชญาดา ผู้เสียหายที่ 1 เดินทางออกจากประเทศไทยไปที่ประเทศสิงคโปร์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2552 และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2552 โดยได้รับการช่วยเหลือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์

คดีมีปัญหาที่จะวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยประการแรกว่า คดีนี้มีการสอบสวนโดยชอบหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องกล่าวหาว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยเหตุเกิดที่ตำบลนากลาง อำเภอนากลาง จังหวัดหนองบัวลำภู และแขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร และประเทศสิงคโปร์ เกี่ยวพันกัน จึงเป็นกรณีการกระทำของจำเลยเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรมกระทำลงในท้องที่ต่าง ๆ กัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 19 (4) พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงเป็นพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับจำเลยได้อยู่ในเขตอำนาจ ไม่ใช่กรณีความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทยอย่างเดียวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 20 ซึ่งอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ คดีนี้ตามฟ้องจับจำเลยได้เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2553 และนำส่งพนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนแล้ว การสอบสวนจึงเป็นไปโดยชอบ และโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้ได้ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยจะเพิ่งยกขึ้นฎีกา ไม่ได้ยกขึ้นในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ก็ตาม ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
อ1496/2554
primary_red_case_no
อ4658/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000222.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.581/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559