คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3080/2559 ฉบับเต็ม

#599339
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3080/2559 บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายไพศาล ผู้พัฒน์ โดยนายพลานนท์ ผู้พัฒน์ ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยได้ออกจากการเป็นกรรมการบริษัท บ. และได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้ว จำเลยไม่อาจกระทำการแทนบริษัท ทั้งบริษัทไม่สามารถรับผิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทนั้นเป็นส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 900 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน4,106,260.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่ความตาย นายพลานนท์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า บริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีนายรักษ์ จำเลย และบุคคลอื่นอีก 2 คน เป็นกรรมการในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินบัญชี นายรักษ์ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ตามหนังสือรับรอง ต่อมาบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 นายรักษ์และจำเลยร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์โดยสัญญาว่าจะใช้เงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยไม่ใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2518 จนกระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ได้มีการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมให้จำเลยออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ทั้งนี้ตามคำเบิกความของนายโสภณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และต่อมาได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 29 มีนาคม 2544 ตามลำดับ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ที่สำคัญเช่นนี้ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวคนหนึ่งควรต้องรับรู้ มิใช่ว่าจำเลยไม่ต้องรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการของบริษัทโดยจำเลยเพียงแต่ได้รับเงินเดือนและลงลายมือชื่อในเอกสารให้บริษัทดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทจำเลยไม่ทราบว่ามีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้ว จำเลยไม่ได้สอบถามนายรักษ์หรือพนักงานของบริษัท เหตุที่จำเลยไม่ได้สอบถามนายรักษ์เพราะนายรักษ์ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่อยากรบกวนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะการลงลายมือชื่อในเอกสารสำคัญที่มีจำนวนเงินสูงเช่นนั้นบุคคลทั่วไปย่อมต้องสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรณีเชื่อได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยได้ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด และได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้วจำเลยไม่อาจกระทำการแทนบริษัท ทั้งบริษัทไม่สามารถรับผิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทนั้นเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่งจำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (อำนาจ พวงชมภู-เกษม เกษมปัญญา-ธีระพงศ์ จิระภาค) ศาลแพ่ง - นางสาววันทนา วิริยะแพทย์สม ศาลอุทธรณ์ - นายขจรเดช คงแสงชู แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก พาณิชย์และเศรษฐกิจ หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.247/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ธ509/2548 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ธ568/2549 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599339
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่ง",
        "judge": "นางสาววันทนา วิริยะแพทย์สม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายขจรเดช คงแสงชู"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964351"
    }
}
date
2559
deka_no
3080/2559
deka_running_no
3080
deka_year
2559
department
พาณิชย์และเศรษฐกิจ
judges
[
    "อำนาจ พวงชมภู",
    "เกษม เกษมปัญญา",
    "ธีระพงศ์ จิระภาค"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 900 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "นายไพศาล ผู้พัฒน์ โดยนายพลานนท์ ผู้พัฒน์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ผู้เข้าเป็นคู่ความแทน"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน4,106,260.17 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 3,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 10 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2545เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยถึงแก่ความตาย นายพลานนท์ ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาต

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า บริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด โดยมีนายรักษ์ จำเลย และบุคคลอื่นอีก 2 คน เป็นกรรมการในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินบัญชี นายรักษ์ลงลายมือชื่อร่วมกับกรรมการอื่นอีกหนึ่งคนและประทับตราของบริษัทกระทำการแทนบริษัทได้ตามหนังสือรับรอง ต่อมาบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด จดทะเบียนเลิกบริษัทเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2544 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2545 นายรักษ์และจำเลยร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราของบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้แก่โจทก์โดยสัญญาว่าจะใช้เงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 9.25 ต่อปี ให้แก่โจทก์ในวันที่ 5 มิถุนายน 2545 ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน เมื่อถึงกำหนดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าว จำเลยไม่ใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยจะต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด มาตั้งแต่ปี 2518 จนกระทั่งวันที่ 26 ตุลาคม 2543 ได้มีการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมให้จำเลยออกจากการเป็นกรรมการของบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ทั้งนี้ตามคำเบิกความของนายโสภณ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ และต่อมาได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทและจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2543 และวันที่ 29 มีนาคม 2544 ตามลำดับ ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด ที่สำคัญเช่นนี้ จำเลยในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทดังกล่าวคนหนึ่งควรต้องรับรู้ มิใช่ว่าจำเลยไม่ต้องรับรู้เรื่องเกี่ยวกับกิจการของบริษัทโดยจำเลยเพียงแต่ได้รับเงินเดือนและลงลายมือชื่อในเอกสารให้บริษัทดังที่จำเลยอ้าง ส่วนที่จำเลยอ้างว่าในขณะที่จำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทจำเลยไม่ทราบว่ามีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้ว จำเลยไม่ได้สอบถามนายรักษ์หรือพนักงานของบริษัท เหตุที่จำเลยไม่ได้สอบถามนายรักษ์เพราะนายรักษ์ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลไม่อยากรบกวนนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่สมเหตุผล เพราะการลงลายมือชื่อในเอกสารสำคัญที่มีจำนวนเงินสูงเช่นนั้นบุคคลทั่วไปย่อมต้องสอบถามรายละเอียดต่าง ๆ จากบุคคลที่เกี่ยวข้อง กรณีเชื่อได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าขณะจำเลยลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาท จำเลยได้ออกจากการเป็นกรรมการบริษัทรักษ์พาณิชย์ จำกัด และได้มีการจดทะเบียนเลิกบริษัทไปแล้วจำเลยไม่อาจกระทำการแทนบริษัท ทั้งบริษัทไม่สามารถรับผิดต่อโจทก์ได้ ดังนั้น จำเลยในฐานะผู้ลงลายมือชื่อในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทย่อมต้องรับผิดตามเนื้อความในตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทนั้นเป็นส่วนตัวตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 900 วรรคหนึ่งจำเลยจึงต้องรับผิดใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ธ509/2548
primary_red_case_no
ธ568/2549
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000222.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.247/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559