คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1882/2559 ฉบับเต็ม

#599768
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1882/2559 ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขสวัสดิ์เครนเซอร์วิส โจทก์ สำนักงานประกันสังคม จำเลย พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 52, มาตรา 53 แม้โจทก์อาจได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเรียกเก็บเงินสมทบจากโจทก์เข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อ อ. เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลย และเป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จนคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยแล้ว โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้อุทธรณ์ที่จะมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ ตาม พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีคำสั่งให้นายชวลิต และนายบุญช่วย ลูกจ้างโจทก์ขับรถเครนไปยกของที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างเดินทางรถเครนถูกโจรกรรมและลูกจ้างทั้งสองหายตัวไป ต่อมานางอมรรัตน์ ภรรยาของนายชวลิตยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง นางอมรรัตน์จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติกลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โดยวินิจฉัยว่านายชวลิตสูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าว เนื่องจากนายชวลิตไม่ได้สูญหายเนื่องจากการทำงาน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน 339,840 บาท และต้องเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นจากโจทก์ด้วย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 108/2553 และพิพากษาว่านายชวลิต ไม่ได้สูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์ตามความในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่จะมีอำนาจนำคดีมาสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 52 กำหนดให้นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ซึ่งได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้แล้วไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบนั้นให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และมาตรา 53 กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงาน แม้โจทก์อาจได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเรียกเก็บเงินสมทบจากโจทก์เข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อได้ข้อเท็จจริงจากคำฟ้องว่า นางอมรรัตน์ เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลย และเป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จนคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยที่ 108/2553 โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้อุทธรณ์ที่จะมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อนันต์ ชุมวิสูตร-นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ปดารณี ลัดพลี) ศาลแรงงานกลาง - นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.276/2554 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น นบ12/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น นบ5/2554 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599768
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานกลาง",
        "judge": "นายชัยรัตน์ ศักดิ์โกศล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964955"
    }
}
date
2559
deka_no
1882/2559
deka_running_no
1882
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "อนันต์ ชุมวิสูตร",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ปดารณี ลัดพลี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537",
        "sections": [
            "ม. 52",
            "ม. 53"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัดสุขสวัสดิ์เครนเซอร์วิส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "สำนักงานประกันสังคม"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องว่า โจทก์มีคำสั่งให้นายชวลิต และนายบุญช่วย ลูกจ้างโจทก์ขับรถเครนไปยกของที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่างเดินทางรถเครนถูกโจรกรรมและลูกจ้างทั้งสองหายตัวไป ต่อมานางอมรรัตน์ ภรรยาของนายชวลิตยื่นคำร้องต่อสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ขอรับเงินทดแทนจากกองทุนเงินทดแทน พนักงานเจ้าหน้าที่สอบสวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง นางอมรรัตน์จึงอุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน คณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนมีมติกลับคำวินิจฉัยของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 โดยวินิจฉัยว่านายชวลิตสูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้าง ตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 โจทก์ไม่พอใจคำวินิจฉัยดังกล่าว เนื่องจากนายชวลิตไม่ได้สูญหายเนื่องจากการทำงาน คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนทำให้โจทก์เสียหาย เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 7 ต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน 339,840 บาท และต้องเรียกเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นจากโจทก์ด้วย ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนที่ 108/2553 และพิพากษาว่านายชวลิต ไม่ได้สูญหายเนื่องจากการทำงานให้แก่นายจ้างตามนัยมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์มิใช่ผู้อุทธรณ์ตามความในมาตรา 53 แห่งพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 ที่จะมีอำนาจนำคดีมาสู่ศาลแรงงานเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนได้ จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์คำสั่งต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาจะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 52 กำหนดให้นายจ้าง ลูกจ้าง หรือผู้มีสิทธิตามมาตรา 20 ซึ่งได้รับคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งการตามพระราชบัญญัตินี้แล้วไม่พอใจคำสั่ง คำวินิจฉัย หรือการประเมินเงินสมทบนั้นให้ผู้นั้นมีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน และมาตรา 53 กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ที่ไม่พอใจคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนให้มีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงาน แม้โจทก์อาจได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยเรียกเก็บเงินสมทบจากโจทก์เข้ากองทุนเงินทดแทนเพิ่มขึ้นดังที่โจทก์อุทธรณ์ต่อไปหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อได้ข้อเท็จจริงจากคำฟ้องว่า นางอมรรัตน์ เป็นผู้ยื่นคำร้องขอรับเงินทดแทนจากจำเลย และเป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน จนคณะกรรมการดังกล่าวมีคำวินิจฉัยที่ 108/2553 โจทก์จึงไม่ได้เป็นผู้อุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทน โจทก์ย่อมไม่ใช่ผู้อุทธรณ์ที่จะมีสิทธินำคดีไปสู่ศาลแรงงานได้ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.2537 มาตรา 53 ที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องและมีคำสั่งไม่รับฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
นบ12/2554
primary_red_case_no
นบ5/2554
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000227.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.276/2554
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559