คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4079/2559 ฉบับเต็ม

#599866
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4079/2559 นางนกกระเต็น ประทุมวงษ์ ในฐานะส่วนตัว และในฐานะผู้จัดการมรดก ของนายไชยยา ประทุมวงษ์ กับพวก โจทก์ นายไชยเลิศ ประทุมวงษ์ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46 มูลคดีนี้ มีข้อเท็จจริงเดียวกับมูลคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยนี้ในคดีอาญาข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาว่า จำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน คดีนี้ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏในคดีส่วนอาญาว่า ขณะผู้ตายวิ่งขึ้นจากสระน้ำมาทะเลาะวิวาทกับจำเลย ผู้ตายมีอาวุธปืนด้วย เช่นนี้ การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเกินเลยไปจากที่ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาท จำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ทั้งสี่ ___________________________ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 12,446,630.13 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ชำระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 เมษายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสี่ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยยา ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยยากับโจทก์ที่ 1 จำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายไชยยา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2538 จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายไชยยา เป็นเหตุให้นายไชยยาถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4445/2538 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี 2 เดือน ริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4278/2543 โจทก์ที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ที่ 1 และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2551 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า มูลคดีนี้ก็คือมูลคดีเกี่ยวกับที่พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2551 ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นพี่ชายจำเลย และทั้งสองคนมีอาชีพทำสวน แต่ทั้งสองฝ่ายมีเหตุกระทบกระทั่งระหองระแหงบาดหมางกันเกี่ยวกับที่ดินมรดกและสระน้ำบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้น้ำในการทำสวนทุเรียนร่วมกันนานแรมปี วันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุยิงกัน ผู้ตายกับจำเลยตะโกนโต้เถียงกันเกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำและน้ำในสระน้ำ ระหว่างนั้นจำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงแน่จริงขึ้นมาเจอกับกู ผู้ตายจึงวิ่งขึ้นจากสระน้ำ ส่วนจำเลยวิ่งอ้อมมาตามถนนริมสระน้ำ หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน คดีนี้ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า จำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน แต่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาไม่ปรากฏว่า ขณะผู้ตายวิ่งขึ้นจากสระน้ำมาทะเลาะวิวาทกับจำเลยนั้น ผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่ด้วย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเกินเลยไปจากที่ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าทำละเมิดต่อผู้ตาย โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท (อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์-ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-แก้ว เวศอุไร) ศาลจังหวัดจันทบุรี - นายมนัญชัย วรรณิกเวช ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายธีรยุทธ ศุภะกลิน แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.795/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ723/2540 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1011/2540 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599866
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดจันทบุรี",
        "judge": "นายมนัญชัย วรรณิกเวช"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายธีรยุทธ ศุภะกลิน"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964008"
    }
}
date
2559
deka_no
4079/2559
deka_running_no
4079
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "อรรถพงษ์ กุลโชครังสรรค์",
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "แก้ว เวศอุไร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "นางนกกระเต็น ประทุมวงษ์ ในฐานะส่วนตัว"
    },
    {
        "role": "",
        "name": "และในฐานะผู้จัดการมรดก"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ของนายไชยยา ประทุมวงษ์ กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายไชยเลิศ ประทุมวงษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 12,446,630.13 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 10,800,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 220,000 บาท แก่โจทก์ทั้งสี่ ชำระเงิน 1,000,000 บาท แก่โจทก์ที่ 1 ชำระเงิน 100,000 บาท แก่โจทก์ที่ 3 และชำระเงิน 200,000 บาท แก่โจทก์ที่ 4 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 19 เมษายน 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความ 50,000 บาท คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสี่ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ที่ 1 เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยยา ส่วนโจทก์ที่ 2 ถึงที่ 4 เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายไชยยากับโจทก์ที่ 1 จำเลยเป็นน้องร่วมบิดามารดาเดียวกันของนายไชยยา เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2538 จำเลยใช้อาวุธปืนยิงนายไชยยา เป็นเหตุให้นายไชยยาถึงแก่ความตาย พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4445/2538 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีอาญาดังกล่าว ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา จำคุก 15 ปี และฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย จำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 15 ปี 3 เดือน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 10 ปี 2 เดือน ริบของกลาง ตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4278/2543 โจทก์ที่ 1 และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ที่ 1 และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 และยกอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 เฉพาะข้อหาความผิดฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านโดยผิดกฎหมาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามสำเนาคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2551

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ว่า จำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่ เห็นว่า มูลคดีนี้ก็คือมูลคดีเกี่ยวกับที่พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรีฟ้องจำเลยในคดีอาญาข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7956/2551 ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ตายเป็นพี่ชายจำเลย และทั้งสองคนมีอาชีพทำสวน แต่ทั้งสองฝ่ายมีเหตุกระทบกระทั่งระหองระแหงบาดหมางกันเกี่ยวกับที่ดินมรดกและสระน้ำบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งใช้น้ำในการทำสวนทุเรียนร่วมกันนานแรมปี วันเกิดเหตุก่อนเกิดเหตุยิงกัน ผู้ตายกับจำเลยตะโกนโต้เถียงกันเกี่ยวกับเครื่องสูบน้ำและน้ำในสระน้ำ ระหว่างนั้นจำเลยได้พูดขึ้นว่า มึงแน่จริงขึ้นมาเจอกับกู ผู้ตายจึงวิ่งขึ้นจากสระน้ำ ส่วนจำเลยวิ่งอ้อมมาตามถนนริมสระน้ำ หลังจากนั้นมีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด พฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน คดีนี้ศาลจึงต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าวว่า จำเลยกับผู้ตายต่างสมัครใจทะเลาะวิวาทกัน แต่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาไม่ปรากฏว่า ขณะผู้ตายวิ่งขึ้นจากสระน้ำมาทะเลาะวิวาทกับจำเลยนั้น ผู้ตายมีอาวุธปืนอยู่ด้วย การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจึงเกินเลยไปจากที่ผู้ตายสมัครใจทะเลาะวิวาทกับจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการละเมิดต่อผู้ตายและโจทก์ทั้งสี่ซึ่งเป็นทายาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยถือไม่ได้ว่าทำละเมิดต่อผู้ตาย โจทก์ทั้งสี่ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ทั้งสี่ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
พ723/2540
primary_red_case_no
พ1011/2540
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000219.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.795/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559