คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2559 ฉบับเต็ม

#599871
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4175/2559 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ผู้ร้อง นายสุรชัย ปลื้มคิด กับพวก ผู้คัดค้าน นางอัจฉราหรือกมลลักษณ์ โกมลสิงห์ จำเลย พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22, มาตรา 24, มาตรา 62, มาตรา 109 (2) การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีการจ่ายค่าตอบแทนจำนวน 400,000 บาท กันแต่อย่างใด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลย และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวเป็นนิติกรรมการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้มีการกระทำของจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ฝ่าฝืนต่อ พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 จึงเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลาย ตามพ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) และมาตรา 62 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 91/283 ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2551 กับให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินที่ได้รับจากจำเลยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และยกคำร้องในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ผู้คัดค้านที่ 2 และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 91/283 ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2551 และให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับไว้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนแก่กองทรัพย์สินของจำเลยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงประการเดียวว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องรับผิดคืนเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องและนำสืบอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 91/283 โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงิน 400,000 บาท โดยมีบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) มาแสดง อันเป็นเอกสารราชการและเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นและให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องก็ตาม แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบหรือห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นอย่างอื่น เมื่อเหตุที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยเบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมาตั้งแต่ปี 2543 โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยกับบุตรมาตลอด และให้จำเลยกับบุตรมาอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 ในบ้านบนที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยเกรงว่าภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 จะอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาในระหว่างสมรสไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นสินสมรส หากผู้คัดค้านที่ 1 มีอันเป็นไปหรือเสียชีวิตไปก่อน ภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 จะขับไล่จำเลยพร้อมบุตรออกไปจากที่ดินและบ้าน ผู้คัดค้านที่ 1 จึงตกลงจดทะเบียนใส่ชื่อของจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งย่อมเป็นไปได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน บัตรพนักงานองค์การของรัฐ และใบสำคัญการสมรส ระบุว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2487 เคยเป็นพนักงานการประปานครหลวง และมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกษียณอายุการทำงานเมื่อปี 2547 และได้นำเงินบำเหน็จจากการเกษียณอายุการทำงานไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 และพาจำเลยพร้อมบุตรมาอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 ณ บ้านที่ซื้อ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ชื่อบุตรของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินขณะซื้อด้วย ตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดิน หลังจากนั้นเมื่อปี 2548 จำเลยมีหนี้สินจำนวนมากจะนำที่ดินพร้อมบ้านไปขายให้แก่ผู้อื่น แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยินยอม จึงฟ้องขอให้ถอนชื่อบุตรของจำเลยออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและบุตรจดทะเบียนแก้ไขชื่อบุตรจำเลยออกจากการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและคดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาและใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและพักอาศัยกับประกอบอาชีพค้าขายของชำร่วมกันภายในบ้านตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 เคยยินยอมใส่ชื่อบุตรจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยไม่ปรากฏมีค่าตอบแทนกันมาก่อน น่าเชื่อว่าขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ไม่มีค่าตอบแทนและจำเลยไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 400,000 บาท แต่อย่างใด หากจำเลยมีเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยและประกอบอาชีพค้าขายของชำร่วมกัน ย่อมต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยและผู้คัดค้านที่ 1 จะไปกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบดังกล่าวสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวน 400,000 บาท กันแต่อย่างใด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลย และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวเป็นนิติกรรมการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้เป็นการกระทำของจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 แต่อย่างใด จึงเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) และมาตรา 62ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 มาตรา 247 (เดิม) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยและในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับไว้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) แก่กองทรัพย์สินของจำเลย จำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ปิยกุล บุญเพิ่ม-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลล้มละลายกลาง - นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ล้มละลาย หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.268/2556 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น สล31/2555 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น สล183/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599871
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นางธัญญลักษณ์ เบ็ญจะมโน เตชะวุฒิพันธุ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081964001"
    }
}
date
2559
deka_no
4175/2559
deka_running_no
4175
deka_year
2559
department
ล้มละลาย
judges
[
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22",
            "ม. 24",
            "ม. 62",
            "ม. 109 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นายสุรชัย ปลื้มคิด กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางอัจฉราหรือกมลลักษณ์ โกมลสิงห์"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2551 และพิพากษาให้ล้มละลายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมโดยมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 91/283 ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และเพิกถอนการจดทะเบียนจำนองระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ตามสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2551 กับให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินที่ได้รับจากจำเลยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้านขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว และยกคำร้องในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่กองทรัพย์สินของจำเลย

ผู้คัดค้านที่ 2 และจำเลยไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้าง เลขที่ 91/283 ระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 และการจดทะเบียนจำนองที่ดินระหว่างจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 2 ตามหนังสือสัญญาจำนองฉบับลงวันที่ 18 สิงหาคม 2551 และให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับไว้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนแก่กองทรัพย์สินของจำเลยจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 เพียงประการเดียวว่า ผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องรับผิดคืนเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า แม้ผู้ร้องจะยื่นคำร้องและนำสืบอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบ้านเลขที่ 91/283 โดยมีค่าตอบแทนเป็นเงิน 400,000 บาท โดยมีบันทึกข้อตกลงกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) มาแสดง อันเป็นเอกสารราชการและเป็นเอกสารมหาชน ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำขึ้นและให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นของแท้จริงและถูกต้องก็ตาม แต่ก็มิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ห้ามมิให้คู่ความนำสืบหรือห้ามมิให้ศาลรับฟังเป็นอย่างอื่น เมื่อเหตุที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยเบิกความยืนยันว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวมาตั้งแต่ปี 2543 โดยผู้คัดค้านที่ 1 ได้อุปการะเลี้ยงดูจำเลยกับบุตรมาตลอด และให้จำเลยกับบุตรมาอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 ในบ้านบนที่ดินดังกล่าว ผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยเกรงว่าภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้คัดค้านที่ 1 จะอ้างว่าผู้คัดค้านที่ 1 นำเงินที่ได้มาในระหว่างสมรสไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวซึ่งถือว่าเป็นสินสมรส หากผู้คัดค้านที่ 1 มีอันเป็นไปหรือเสียชีวิตไปก่อน ภริยาของผู้คัดค้านที่ 1 จะขับไล่จำเลยพร้อมบุตรออกไปจากที่ดินและบ้าน ผู้คัดค้านที่ 1 จึงตกลงจดทะเบียนใส่ชื่อของจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งย่อมเป็นไปได้ ประกอบกับเมื่อพิจารณาตามสำเนาทะเบียนบ้าน บัตรประจำตัวประชาชน บัตรพนักงานองค์การของรัฐ และใบสำคัญการสมรส ระบุว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกิดเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2487 เคยเป็นพนักงานการประปานครหลวง และมีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งสอดคล้องกับทางนำสืบของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เกษียณอายุการทำงานเมื่อปี 2547 และได้นำเงินบำเหน็จจากการเกษียณอายุการทำงานไปซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2547 และพาจำเลยพร้อมบุตรมาอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่ 1 ณ บ้านที่ซื้อ โดยผู้คัดค้านที่ 1 ใส่ชื่อบุตรของจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินขณะซื้อด้วย ตามสารบัญจดทะเบียนในโฉนดที่ดิน หลังจากนั้นเมื่อปี 2548 จำเลยมีหนี้สินจำนวนมากจะนำที่ดินพร้อมบ้านไปขายให้แก่ผู้อื่น แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ยินยอม จึงฟ้องขอให้ถอนชื่อบุตรของจำเลยออกจากการเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดิน ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้จำเลยและบุตรจดทะเบียนแก้ไขชื่อบุตรจำเลยออกจากการมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและคดีถึงที่สุดแล้ว ตามสำเนาคำพิพากษาและใบสำคัญแสดงว่าคดีถึงที่สุด พฤติการณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 และจำเลยซึ่งมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและพักอาศัยกับประกอบอาชีพค้าขายของชำร่วมกันภายในบ้านตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา ทั้งผู้คัดค้านที่ 1 เคยยินยอมใส่ชื่อบุตรจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินโดยไม่ปรากฏมีค่าตอบแทนกันมาก่อน น่าเชื่อว่าขณะที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินก็ไม่มีค่าตอบแทนและจำเลยไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 400,000 บาท แต่อย่างใด หากจำเลยมีเงินจำนวนดังกล่าว ทั้งที่ขณะนั้นจำเลยกับผู้คัดค้านที่ 1 พักอาศัยและประกอบอาชีพค้าขายของชำร่วมกัน ย่อมต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน ไม่มีเหตุผลใดที่จำเลยและผู้คัดค้านที่ 1 จะไปกู้ยืมเงินจากผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งต้องเสียดอกเบี้ยและต้องจดทะเบียนจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นประกันหนี้พยานหลักฐานที่ผู้คัดค้านที่ 1 นำสืบดังกล่าวสามารถรับฟังหักล้างข้อสันนิษฐานข้างต้นได้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า การที่ผู้คัดค้านที่ 1 จดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างไม่มีการจ่ายเงินค่าตอบแทนจำนวน 400,000 บาท กันแต่อย่างใด ผู้คัดค้านที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดคืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่กองทรัพย์สินของจำเลย และการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ดังกล่าวเป็นนิติกรรมการจดทะเบียนใส่ชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยมิได้เป็นการกระทำของจำเลยเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และมาตรา 24 แต่อย่างใด จึงเป็นทรัพย์สินซึ่งจำเลยได้มาภายหลังเวลาเริ่มต้นแห่งการล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 109 (2) และมาตรา 62ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ศาลฎีกาก็เห็นสมควรยกขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 มาตรา 247 (เดิม) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย พ.ศ.2542 มาตรา 28 ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยและให้ผู้คัดค้านที่ 1 ชำระเงินดังกล่าวแก่กองทรัพย์สินของจำเลย ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของผู้ร้องในส่วนที่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมมีค่าตอบแทนที่ดินโฉนดเลขที่ 143293 ตำบลบางคูรัด อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างผู้คัดค้านที่ 1 กับจำเลยและในส่วนที่ให้ผู้คัดค้านที่ 1 คืนเงินค่าตอบแทนที่ได้รับไว้ในการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวม (มีค่าตอบแทน) แก่กองทรัพย์สินของจำเลย จำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลล้มละลายกลาง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
สล31/2555
primary_red_case_no
สล183/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000219.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ล.268/2556
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559