คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 649/2559 ฉบับเต็ม

#599875
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 649/2559 บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย ผู้ร้อง นายดิเรก เพ็ญสุภา กับพวก ลูกหนี้ ป.พ.พ. มาตรา 193/14, มาตรา 193/15, มาตรา 193/17, มาตรา 193/30 พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 วรรคท้าย หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่บริษัท อ. ทำกับเจ้าหนี้เดิม โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัท อ. ทำสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วผิดนัดชำระหนี้ถึงวันที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องบริษัท อ. ผู้ค้ำประกันรายอื่นและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นจำเลยที่ศาลอุตรดิตถ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1123/2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ไม่ขาดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความในหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 มีต่อเจ้าหนี้เดิมในฐานะผู้ค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 สะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/15 วรรคสอง คดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตาม พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ซึ่งมิใช่คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้องหรือทิ้งฟ้อง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับฟ้องคดีนี้จึงต้องนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องนำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ ___________________________ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งหกเด็ดขาด ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องและจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 1 และที่ 6 และมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 3 และที่ 5 เนื่องจากถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีอื่นแล้ว ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ยื่นคำคัดค้าน ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า มูลหนี้ที่นำมาร้องขอคดีนี้เป็นหนี้ที่ขาดอายุความ กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ล้มละลาย จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อแรกว่า หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่บริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ทำกับเจ้าหนี้เดิม โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ทำสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วผิดนัดชำระหนี้ถึงวันที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องบริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ผู้ค้ำประกันรายอื่นและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1123/2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ไม่ขาดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความในหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 มีต่อเจ้าหนี้เดิมในฐานะผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง คดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ซึ่งมิใช่คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้อง หรือทิ้งฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับฟ้องคดีนี้จึงต้องนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องนำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งข้อเท็จจริงในการฟ้องคดีและการจำหน่ายคดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวผู้ร้องได้บรรยายไว้ในคำร้องและนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือไม่ ประเด็นนี้ศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานผู้ร้องและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของเจ้าหนี้เดิม จำนวน 519,945,403.97 บาท ที่มีต่อลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เมื่อผู้ร้องมีหนังสือและประกาศแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ชำระหนี้หรือเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ แต่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เพิกเฉย โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ได้ชำระหนี้หรือให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เด็ดขาด ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร (สุพจน์ กิตติรักษนนท์-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ) ศาลล้มละลายกลาง - นายวันชัย โสภาโชติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ล้มละลาย หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.836/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ล18503/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ล1210/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
599875
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายวันชัย โสภาโชติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965426"
    }
}
date
2559
deka_no
649/2559
deka_running_no
649
deka_year
2559
department
ล้มละลาย
judges
[
    "สุพจน์ กิตติรักษนนท์",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "สมศักดิ์ คุณเลิศกิจ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/14",
            "ม. 193/15",
            "ม. 193/17",
            "ม. 193/30"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544",
        "sections": [
            "ม. 30 วรรคท้าย"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย"
    },
    {
        "role": "ลูกหนี้",
        "name": "นายดิเรก เพ็ญสุภา กับพวก"
    }
]
long_text
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ทั้งหกเด็ดขาด

ระหว่างพิจารณา ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้ร้องถอนคำร้องและจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 1 และที่ 6 และมีคำสั่งจำหน่ายคดีสำหรับลูกหนี้ที่ 3 และที่ 5 เนื่องจากถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดในคดีอื่นแล้ว

ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ยื่นคำคัดค้าน

ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยว่า มูลหนี้ที่นำมาร้องขอคดีนี้เป็นหนี้ที่ขาดอายุความ กรณีมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ล้มละลาย จึงมีคำสั่งยกคำร้อง ให้ผู้ร้องใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 20,000 บาท

ผู้ร้องอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องในข้อแรกว่า หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่ผู้ร้องนำมายื่นคำร้องในคดีนี้เป็นหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีที่บริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ทำกับเจ้าหนี้เดิม โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นผู้ค้ำประกัน สิทธิเรียกร้องในหนี้ตามสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้บัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะจึงมีกำหนดอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ดังนั้น เมื่อนับจากวันที่บริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ทำสัญญากู้และสัญญากู้เบิกเงินเกินบัญชีแล้วผิดนัดชำระหนี้ถึงวันที่เจ้าหนี้เดิมได้ฟ้องบริษัทโรงพยาบาลเอกชนอุตรดิตถ์ จำกัด ผู้ค้ำประกันรายอื่นและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 1123/2542 ยังไม่เกิน 10 ปี ไม่ขาดอายุความ ผลของการฟ้องคดีดังกล่าวทำให้อายุความในหนี้ที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 มีต่อเจ้าหนี้เดิมในฐานะผู้ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (2) ระยะเวลาที่ล่วงไปก่อนนั้นไม่นับเข้าในอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคหนึ่ง ต้องเริ่มนับอายุความใหม่ตั้งแต่เหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงได้สิ้นสุดไปแล้ว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/15 วรรคสอง คดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงตามที่ผู้ร้องขอให้ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ.2544 มาตรา 30 ในวันที่ 10 มิถุนายน 2548 ซึ่งมิใช่คำสั่งจำหน่ายคดีเพราะเหตุถอนฟ้อง หรือทิ้งฟ้อง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/17 วรรคหนึ่ง ที่ให้ถือว่าอายุความไม่เคยสะดุดหยุดลง อายุความสำหรับฟ้องคดีนี้จึงต้องนับใหม่ตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2548 ผู้ร้องนำหนี้ดังกล่าวมายื่นคำร้องคดีนี้ในวันที่ 30 ธันวาคม 2552 ยังไม่เกิน 10 ปี สิทธิเรียกร้องของผู้ร้องจึงไม่ขาดอายุความ ซึ่งข้อเท็จจริงในการฟ้องคดีและการจำหน่ายคดีของศาลจังหวัดอุตรดิตถ์ดังกล่าวผู้ร้องได้บรรยายไว้ในคำร้องและนำสืบพยานหลักฐานในชั้นพิจารณาของศาลล้มละลายกลางแล้ว อุทธรณ์ของผู้ร้องข้อนี้ฟังขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้ร้องประการต่อไปมีว่า ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้หรือไม่ ประเด็นนี้ศาลล้มละลายกลางยังมิได้วินิจฉัย แต่เมื่อคดีมีการสืบพยานผู้ร้องและลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยประเด็นนี้โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนให้ศาลล้มละลายกลางวินิจฉัยก่อน เห็นว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องในหนี้ของเจ้าหนี้เดิม จำนวน 519,945,403.97 บาท ที่มีต่อลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เมื่อผู้ร้องมีหนังสือและประกาศแจ้งให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ชำระหนี้หรือเสนอแผนปรับโครงสร้างหนี้ แต่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เพิกเฉย โดยลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ได้ชำระหนี้หรือให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังว่าลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ไม่ให้ความร่วมมือกับผู้ร้องในการปรับโครงสร้างหนี้ตามที่ผู้ร้องสั่งโดยที่ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 อยู่ในฐานะที่จะดำเนินการได้ อุทธรณ์ของผู้ร้องฟังขึ้น ที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้อง จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้พิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เด็ดขาด ตามพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทย พ.ศ. 2544 มาตรา 58 วรรคสี่ ประกอบพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้ลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนผู้ร้อง โดยหักจากกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่ 2 และที่ 4 เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
opensearch_id
primary_black_case_no
ล18503/2552
primary_red_case_no
ล1210/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000231.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ล.836/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559