คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11212/2558 ฉบับเต็ม

#600600
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11212/2558 นายนีลส์ พอลี ดยุร์โฮล์ม โจทก์ นางนารีรัตน์ ดยุร์โฮล์ม หรือยานุช จำเลย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัวซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่ คำสั่งของศาลชั้นต้นจึงมิชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้จำหน่ายหรือขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 93368 เลขที่ดิน 917 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ประมาณ 99 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว เป็นบ้านเลขที่ 399/139 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดคืนโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณา จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เต็มจำนวน โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและรับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องอนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้แล้ว จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาจึงเห็นควรส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามบทกฎหมายดังกล่าวต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ เมื่ออ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป (โสฬส สุวรรณเนตร์-นิพันธ์ ช่วยสกุล-อธิคม อินทุภูติ) ศาลจังหวัดเชียงใหม่ - นายธนทร ผดุงธิติฐ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2029/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ828/2558 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ762/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
600600
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงใหม่",
        "judge": "นายธนทร ผดุงธิติฐ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968622"
    }
}
date
2558
deka_no
11212/2558
deka_running_no
11212
deka_year
2558
department
แผนก
judges
[
    "โสฬส สุวรรณเนตร์",
    "นิพันธ์ ช่วยสกุล",
    "อธิคม อินทุภูติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 11"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายนีลส์ พอลี ดยุร์โฮล์ม"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางนารีรัตน์ ดยุร์โฮล์ม หรือยานุช"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้จำหน่ายหรือขายทอดตลาดที่ดินโฉนดเลขที่ 93368 เลขที่ดิน 917 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ประมาณ 99 ตารางวา พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าว เป็นบ้านเลขที่ 399/139 หมู่ที่ 10 ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ แล้วนำเงินที่ได้ทั้งหมดคืนโจทก์

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้วเห็นว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณา จึงมีคำสั่งไม่รับฟ้องโจทก์ จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์เต็มจำนวน

โจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาพร้อมคำฟ้องอุทธรณ์

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์ยื่นอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายพร้อมคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกา และศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาและรับอุทธรณ์ของโจทก์ โดยที่ศาลชั้นต้นมิได้ส่งสำเนาคำฟ้องอุทธรณ์และสำเนาคำร้องอนุญาตอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาแก่จำเลยอุทธรณ์เพื่อให้มีโอกาสคัดค้านคำร้องก่อน อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 223 ทวิ ก็ตาม แต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาและศาลฎีกาเห็นว่าคดีสามารถวินิจฉัยได้แล้ว จึงไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าวก่อน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำฟ้องว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งที่ฟ้องเกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงเป็นคดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ศาลชั้นต้นจึงไม่มีเขตอำนาจรับฟ้องของโจทก์คดีนี้ไว้พิจารณานั้น เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยในปัญหาว่าคดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือศาลยุติธรรมอื่น ซึ่งตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 กำหนดให้ประธานศาลฎีกาแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ศาลชั้นต้นและศาลฎีกาหามีอำนาจวินิจฉัยในปัญหาดังกล่าวไม่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายข้างต้น ศาลฎีกาจึงเห็นควรส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ศาลชั้นต้นดำเนินการส่งให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดตามบทกฎหมายดังกล่าวต่อไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ประกอบมาตรา 246 และ 247

พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์และคำสั่งศาลชั้นต้น ให้ส่งสำนวนคืนศาลชั้นต้นเพื่อดำเนินการส่งไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดในปัญหาว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ เมื่ออ่านคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาในปัญหาดังกล่าวแล้ว ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
opensearch_id
primary_black_case_no
พ828/2558
primary_red_case_no
พ762/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000259.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2029/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558