คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559 ฉบับเต็ม

#600618
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1580/2559 นายสมศักดิ์ เอกมณีนิล โจทก์ บริษัทดาวบูรพาเซอร์วิส จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง, มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3), มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31, มาตรา 52 ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 นั้น เป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 2 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่สมควรได้รับดอกเบี้ยตามกฎหมาย จึงชอบด้วย พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว ศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่าการกระทำของโจทก์นั้นจำเลยไม่ได้รับความเสียหายและจำเลยมิได้มีส่วนได้เสียในผลกำไรขาดทุนในการขนส่งสินค้าระหว่าง ม. กับ บ. ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมกับ ม. อันเป็นลักษณะการกระทำความผิดวินัยร้ายแรง จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 วรรคหนึ่ง (1) เมื่อศาลแรงงานภาค 2 วินิจฉัยให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ของค่าจ้างอัตราเดือนละ 39,912 บาท คิดเป็นค่าชดเชย 239,472 บาท ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) แต่พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,432 บาท แก่โจทก์ ซึ่งไม่ตรงกับส่วนวินิจฉัยและไม่ถูกต้องตรงตามสิทธิของโจทก์ตามกฎหมาย อันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้อุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) , 246 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 275,526 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 73,473.60 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์สละสิทธิเรียกร้องในส่วนค่าเช่าบ้านหรือเงินอุดหนุนค่าที่พัก ค่าตอบแทนหรือเงินจูงใจเอ็มบีโอ (MBO) และเอ็มไอบี (MIB) ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 63,859.20 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 239,432 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าชดเชย 239,432 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในส่วนของค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 นั้น เป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 2 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่สมควรได้รับดอกเบี้ยตามบทกฎหมาย ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์นั้นจำเลยไม่ได้รับความเสียหายและจำเลยมิได้มีส่วนได้เสียในผลกำไรขาดทุนในการขนส่งสินค้าระหว่างบริษัทมหานครพนมทรานสปอร์ต จำกัด กับบริษัทบูรพาก้าวไกลขนส่ง จำกัด ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทมหานครพนมทรานสปอร์ต จำกัด อันเป็นลักษณะการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้ อนึ่ง เมื่อคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 เกี่ยวกับค่าชดเชยในส่วนวินิจฉัยได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ของค่าจ้างอัตราเดือนละ 39,912 บาท คิดเป็นค่าชดเชย 239,472 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) แล้ว แต่ในส่วนพิพากษากลับพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,432 บาท แก่โจทก์ ซึ่งไม่ตรงกับส่วนวินิจฉัยและเป็นการพิพากษาไม่ถูกต้องตรงตามสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,472 บาท แก่โจทก์ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,472 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2 (ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน -นิยุต สุภัทรพาหิรผล-ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร) ศาลแรงงานภาค 2 - นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก แรงงาน หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ร.951/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1041/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1018/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
600618
courts
[
    {
        "court": "ศาลแรงงานภาค 2",
        "judge": "นายพันธ์เทพ เปรมประเสริฐสุข"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081965073"
    }
}
date
2559
deka_no
1580/2559
deka_running_no
1580
deka_year
2559
department
แรงงาน
judges
[
    "ชัยรัตน์ เบ็ญจะมโน",
    "นิยุต สุภัทรพาหิรผล",
    "ธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 118 วรรคหนึ่ง (3)",
            "ม. 119 วรรคหนึ่ง (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 52"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสมศักดิ์ เอกมณีนิล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทดาวบูรพาเซอร์วิส จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชย 275,526 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 73,473.60 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 4,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 2 โจทก์สละสิทธิเรียกร้องในส่วนค่าเช่าบ้านหรือเงินอุดหนุนค่าที่พัก ค่าตอบแทนหรือเงินจูงใจเอ็มบีโอ (MBO) และเอ็มไอบี (MIB)

ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 63,859.20 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม 239,432 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี กับค่าชดเชย 239,432 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 10 มิถุนายน 2552) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยในส่วนของค่าชดเชยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า การที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษาให้จำเลยชำระดอกเบี้ยของต้นเงินค่าชดเชยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์ โดยให้เหตุผลว่าโจทก์ฟ้องเรียกร้องค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 จึงกำหนดให้จำเลยรับผิดเสียดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 นั้น เป็นกรณีที่ศาลแรงงานภาค 2 เห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความที่สมควรได้รับดอกเบี้ยตามบทกฎหมาย ที่ศาลแรงงานภาค 2 พิพากษามานั้นจึงชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 52 แล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่า โจทก์กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 บัญญัติว่า ผู้ใดโดยทุจริต หลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งทรัพย์สินจากผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม หรือทำให้ผู้ถูกหลอกลวงหรือบุคคลที่สาม ทำ ถอน หรือทำลายเอกสารสิทธิ ผู้นั้นกระทำความผิดฐานฉ้อโกง..." เมื่อศาลแรงงานภาค 2 ฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำดังกล่าวของโจทก์นั้นจำเลยไม่ได้รับความเสียหายและจำเลยมิได้มีส่วนได้เสียในผลกำไรขาดทุนในการขนส่งสินค้าระหว่างบริษัทมหานครพนมทรานสปอร์ต จำกัด กับบริษัทบูรพาก้าวไกลขนส่ง จำกัด ไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพฤติกรรมเข้าไปมีส่วนร่วมในการดำเนินงานไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมกับบริษัทมหานครพนมทรานสปอร์ต จำกัด อันเป็นลักษณะการกระทำผิดวินัยร้ายแรง จากพฤติการณ์ดังกล่าวถือไม่ได้ว่าโจทก์มีเจตนาทุจริตแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น การกระทำของโจทก์จึงไม่เป็นความผิดอาญาฐานฉ้อโกงอันจะถือได้ว่าเป็นการกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลย อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น เช่นกัน ส่วนอุทธรณ์ข้ออื่นๆ ของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่วินิจฉัยให้

อนึ่ง เมื่อคำพิพากษาของศาลแรงงานภาค 2 เกี่ยวกับค่าชดเชยในส่วนวินิจฉัยได้กำหนดให้โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 180 วัน ของค่าจ้างอัตราเดือนละ 39,912 บาท คิดเป็นค่าชดเชย 239,472 บาท ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคหนึ่ง (3) แล้ว แต่ในส่วนพิพากษากลับพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,432 บาท แก่โจทก์ ซึ่งไม่ตรงกับส่วนวินิจฉัยและเป็นการพิพากษาไม่ถูกต้องตรงตามสิทธิของโจทก์ตามกฎหมายดังกล่าวข้างต้นอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และมาตรา 246 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522 มาตรา 31 จึงเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,472 บาท แก่โจทก์

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย 239,472 บาท แก่โจทก์นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 2
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1041/2552
primary_red_case_no
พ1018/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000228.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ร.951/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559