คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5256/2559 ฉบับเต็ม

#600621
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5256/2559 พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย โจทก์ นายอาฉ่าหรือสมชาย กระสานติ์ธารา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2499 และ ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และ ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 แล้วพิพากษาแก้ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 25 ปี ถือว่าจำเลยที่ 2 ฎีกาคดีนี้และศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุในหมายว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง วันที่ 3 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ร่วมกันพาอาวุธปืน ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธ และร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเท่านั้น ยกฟ้องความผิดฐานอื่น โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดทุกข้อหาตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 คงมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ความผิดที่จำเลยที่ 2 ถูกลงโทษ คือ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้วไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเกี่ยวกับความผิดนี้อีก จึงควรต้องถือว่าความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 2 ได้ถึงที่สุดไปตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้ว ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังนั้น จึงไม่ถูกต้อง ขอให้แก้ไขวันคดีถึงที่สุดเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน ยกคำร้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ" คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 แล้ว พิพากษาแก้ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 25 ปี ถือว่าจำเลยที่ 2 ฎีกาคดีนี้และศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (ไพโรจน์ นวานุช-ปิยกุล บุญเพิ่ม-สุรางคนา กมลละคร) ศาลจังหวัดเชียงราย - นายสมคิด ใจกระเสน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายอาทิตย์ ออกเวหา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1225/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ3835/2544 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ4944/2546 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
600621
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดเชียงราย",
        "judge": "นายสมคิด ใจกระเสน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 5",
        "judge": "นายอาทิตย์ ออกเวหา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963638"
    }
}
date
2559
deka_no
5256/2559
deka_running_no
5256
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ นวานุช",
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "สุรางคนา กมลละคร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 147 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดเชียงราย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอาฉ่าหรือสมชาย กระสานติ์ธารา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลฎีกา ระบุในหมายว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟัง

วันที่ 3 สิงหาคม 2558 จำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องว่า คดีนี้เดิมโจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ร่วมกันมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนไม่อาจออกใบอนุญาตให้ได้ไว้ในครอบครอง ร่วมกันพาอาวุธปืน ร่วมกันต่อสู้หรือขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้อาวุธ และร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษเท่านั้น ยกฟ้องความผิดฐานอื่น โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดทุกข้อหาตามฟ้อง จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 คงมีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเท่านั้น ความผิดที่จำเลยที่ 2 ถูกลงโทษ คือ ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษนั้น ศาลอุทธรณ์ภาค 5 มีคำพิพากษาแล้วไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกาเกี่ยวกับความผิดนี้อีก จึงควรต้องถือว่าความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษของจำเลยที่ 2 ได้ถึงที่สุดไปตั้งแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟังแล้ว ที่ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดโดยระบุว่า คดีถึงที่สุดวันที่ 7 ตุลาคม 2552 ซึ่งเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังนั้น จึงไม่ถูกต้อง ขอให้แก้ไขวันคดีถึงที่สุดเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยที่ 2 ฟัง

ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องแล้ว เห็นว่า การออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดชอบแล้ว ไม่มีเหตุเพิกถอน ยกคำร้อง

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า คดีของจำเลยที่ 2 ถึงที่สุดเมื่อใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ซึ่งนำมาใช้แก่คดีอาญาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติว่า "คำพิพากษาหรือคำสั่งใด ซึ่งอาจอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ได้นั้น ถ้ามิได้อุทธรณ์ ฎีกาหรือร้องขอให้พิจารณาใหม่ภายในเวลาที่กำหนดไว้ ให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่ระยะเวลาเช่นว่านั้นได้สิ้นสุดลง ถ้าได้มีอุทธรณ์ฎีกา หรือมีคำขอให้พิจารณาใหม่ และศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาหรือศาลชั้นต้นซึ่งพิจารณาคดีเรื่องนั้นใหม่ มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 132 คำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นว่านั้นให้ถือว่าเป็นที่สุดตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีจากสารบบความ" คดีนี้แม้จำเลยที่ 2 ไม่ได้ฎีกาในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 อันทำให้การกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็ตาม แต่จำเลยที่ 2 ได้ฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 83 แล้ว พิพากษาแก้ให้บังคับคดีจำเลยที่ 2 ไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ในความผิดข้อหาจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน 25 ปี ถือว่าจำเลยที่ 2 ฎีกาคดีนี้และศาลฎีกาวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 2 แล้ว เมื่อศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาให้จำเลยที่ 2 ฟังเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2552 คดีของจำเลยที่ 2 จึงถึงที่สุดในวันดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 147 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
อ3835/2544
primary_red_case_no
อ4944/2546
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000216.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1225/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559