คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2559 ฉบับเต็ม

#601540
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2559 นางรุ่งอรุณ จูหลี โจทก์ นายนพรุจ แซ่ลิ้ม กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 150 การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาโดยมอบเงินจำนวนมากถึง 400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารมียศสูงถึงพลโทสามารถวิ่งเต้นหรือดำเนินการช่วยเหลือให้ อ. เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้ โดยผ่านช่องทางหรือกระบวนการพิเศษที่มิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาเหมือนกรณีการสอบเข้ารับราชการตามปกติทั่วไป หาใช่มอบเงินให้เพื่อตอบแทนหรือเป็นค่าใช้จ่ายการพา อ. ไปสมัครสอบ พาไปติวและดำเนินการสอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากก็โดยมุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน เพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเอื้ออำนวยให้ อ. ได้เข้ารับราชการ หรือโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการอันมิชอบ อันเป็นการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันก็ทำลายระบบคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง สัญญาฝากเข้าทำงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 และแม้ตามสัญญาฝากเข้าทำงานจะระบุไว้ว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) ยอมรับว่าเงินที่ผู้รับสัญญา (โจทก์) จ่ายให้ตามข้อ 4 ไม่ใช่เงินที่ผู้รับสัญญาให้เพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อให้ อ. เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้" ก็หาอาจลบล้างวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 487,798 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์ได้สองปากแล้วเห็นว่า คดีไม่จำต้องสืบพยานต่อไป จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาฝากเข้าทำงาน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาฝากเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการทหารยศพลโทลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกัน ประกอบกับได้ความจากจ่าสิบเอกคำนวน พยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานในสัญญาฝากเข้าทำงานด้วยตอบทนายโจทก์ว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยและพูดรับรองว่า จะฝากงานให้ได้ ถ้าฝากไม่ได้จะคืนเงินให้ และพยานปากนี้ยังตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า การฝากเข้าทำงานต้องสอบ ลักษณะการสอบภายในคือสอบพอเป็นพิธีและสามารถมีชื่อเข้ารับราชการได้ และเท่าที่พูดคุยกัน จำเลยที่ 1 ยืนยันว่านายอนิรุตน์จะต้องได้รับราชการเป็นทหารแน่นอน ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาโดยมอบเงินจำนวนมากถึง 400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารมียศสูงถึงพลโทสามารถวิ่งเต้นหรือดำเนินการช่วยเหลือให้นายอนิรุตน์เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้ โดยผ่านช่องทางหรือกระบวนการพิเศษที่มิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาเหมือนกรณีการสอบเข้ารับราชการตามปกติทั่วไป หาใช่มอบเงินให้เพื่อตอบแทนหรือเป็นค่าใช้จ่ายการพานายอนิรุตน์ไปสมัครสอบ พาไปติวและดำเนินการสอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากก็โดยมุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน เพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเอื้ออำนวยให้นายอนิรุตน์ได้เข้ารับราชการ หรือโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการอันมิชอบ อันเป็นการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันก็ทำลายระบบคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง สัญญาฝากเข้าทำงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และแม้ตามสัญญาฝากเข้าทำงาน ข้อ 5 จะระบุไว้ว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) ยอมรับว่าเงินที่ผู้รับสัญญา (โจทก์) จ่ายให้ตามข้อ 4 ไม่ใช่เงินที่ผู้รับสัญญาให้เพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อให้นายอนิรุตน์ เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้" ก็หาอาจลบล้างวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า สัญญาฝากเข้าทำงาน ตกเป็นโมฆะต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานชอบหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมจิตร์ ทองศรี-ถมรัตน์ เลิศไพรวัน-ธนาพนธ์ ชวรุ่ง) ศาลจังหวัดมีนบุรี - นายวราเชน ชูพงศ์ ศาลอุทธรณ์ - นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.2213/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ1287/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ629/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
601540
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดมีนบุรี",
        "judge": "นายวราเชน ชูพงศ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963767"
    }
}
date
2559
deka_no
4727/2559
deka_running_no
4727
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "สมจิตร์ ทองศรี",
    "ถมรัตน์ เลิศไพรวัน",
    "ธนาพนธ์ ชวรุ่ง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 150"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางรุ่งอรุณ จูหลี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายนพรุจ แซ่ลิ้ม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 487,798 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์ได้สองปากแล้วเห็นว่า คดีไม่จำต้องสืบพยานต่อไป จึงสั่งงดสืบพยานโจทก์และจำเลย แล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า สัญญาฝากเข้าทำงาน ตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ในการทำสัญญาฝากเข้าทำงาน จำเลยที่ 2 ซึ่งรับราชการทหารยศพลโทลงลายมือชื่อในฐานะผู้ค้ำประกัน ประกอบกับได้ความจากจ่าสิบเอกคำนวน พยานโจทก์ซึ่งเป็นพยานในสัญญาฝากเข้าทำงานด้วยตอบทนายโจทก์ว่า ในวันทำสัญญาจำเลยที่ 2 อยู่ด้วยและพูดรับรองว่า จะฝากงานให้ได้ ถ้าฝากไม่ได้จะคืนเงินให้ และพยานปากนี้ยังตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่า การฝากเข้าทำงานต้องสอบ ลักษณะการสอบภายในคือสอบพอเป็นพิธีและสามารถมีชื่อเข้ารับราชการได้ และเท่าที่พูดคุยกัน จำเลยที่ 1 ยืนยันว่านายอนิรุตน์จะต้องได้รับราชการเป็นทหารแน่นอน ซึ่งตามข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การที่โจทก์ตกลงทำสัญญาโดยมอบเงินจำนวนมากถึง 400,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 ก็เพราะเชื่อมั่นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ซึ่งเป็นข้าราชการทหารมียศสูงถึงพลโทสามารถวิ่งเต้นหรือดำเนินการช่วยเหลือให้นายอนิรุตน์เข้ารับราชการทหารในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้ โดยผ่านช่องทางหรือกระบวนการพิเศษที่มิได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรมตรงไปตรงมาเหมือนกรณีการสอบเข้ารับราชการตามปกติทั่วไป หาใช่มอบเงินให้เพื่อตอบแทนหรือเป็นค่าใช้จ่ายการพานายอนิรุตน์ไปสมัครสอบ พาไปติวและดำเนินการสอบดังที่โจทก์ฎีกาไม่ พฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าที่โจทก์มอบเงินให้จำเลยที่ 1 เป็นจำนวนมากก็โดยมุ่งหมายให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 นำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอบแข่งขัน เพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อเอื้ออำนวยให้นายอนิรุตน์ได้เข้ารับราชการ หรือโจทก์ย่อมคาดหมายได้ว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 จะต้องนำเงินดังกล่าวไปให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการอันมิชอบ อันเป็นการสนับสนุนให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการเป็นการส่งเสริมระบบอุปถัมภ์ ในขณะเดียวกันก็ทำลายระบบคุณธรรมอย่างสิ้นเชิง ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง สัญญาฝากเข้าทำงาน ระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 และแม้ตามสัญญาฝากเข้าทำงาน ข้อ 5 จะระบุไว้ว่า "ผู้ให้สัญญา (จำเลยที่ 1) ยอมรับว่าเงินที่ผู้รับสัญญา (โจทก์) จ่ายให้ตามข้อ 4 ไม่ใช่เงินที่ผู้รับสัญญาให้เพื่อนำไปให้เจ้าพนักงานเพื่อจูงใจให้กระทำการใด ๆ อันไม่ชอบด้วยหน้าที่ เพื่อให้นายอนิรุตน์ เข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยสัสดีได้" ก็หาอาจลบล้างวัตถุประสงค์ที่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนได้ไม่ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า สัญญาฝากเข้าทำงาน ตกเป็นโมฆะต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของโจทก์ในข้อที่ว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดสืบพยานชอบหรือไม่นั้น ไม่จำต้องวินิจฉัย เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ1287/2556
primary_red_case_no
พ629/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000217.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.2213/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559