คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2559 ฉบับเต็ม

#601863
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5238/2559 บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดชอุดมการก่อสร้าง กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 246 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์กระบะคันที่ชนรถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยไว้ และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์ ทั้งไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดที่บัญญัติให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ต้องรับผิดต่อผู้ถูกกระทำละเมิด จำเลยทั้งสองไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้ หรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 (5) ประกอบมาตรา 246 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 85,056.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 85,056.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัย ตามสำเนาหนังสือรับรอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดพัทลุง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ประเภทชดใช้โดยสิ้นเชิงในรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน ป้ายแดง แบบตัวถังดับเบิ้ลแคปของนางสาวศิริวรรณ มีอายุประกันภัย 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 22 มีนาคม 2556 สิ้นสุดวันที่ 22 มีนาคม 2557 ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 2039 ตรัง ตามสำเนารายการจดทะเบียน กรมการขนส่งทางบก ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัยมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 2039 ตรัง ซึ่งรถกระบะดังกล่าวกระทำละเมิดชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดในเหตุละเมิด จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติใดที่บัญญัติให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ต้องรับผิดต่อผู้ถูกกระทำละเมิด ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะจึงไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ หรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ชัยเจริญ ดุษฎีพร-ธีรพงศ์ จิระภาค-ชูชีพ ปิณฑะสิริ) ศาลจังหวัดตรัง - นายวิสุทธิ์ บุญโญภาส ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายเจษฎา สรณวิช แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.433/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ766/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ349/2558 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
601863
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดตรัง",
        "judge": "นายวิสุทธิ์ บุญโญภาส"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายเจษฎา สรณวิช"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963641"
    }
}
date
2559
deka_no
5238/2559
deka_running_no
5238
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ชัยเจริญ ดุษฎีพร",
    "ธีรพงศ์ จิระภาค",
    "ชูชีพ ปิณฑะสิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 246"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "บริษัทโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย)"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด เดชอุดมการก่อสร้าง กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 85,056.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 85,056.22 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป (ฟ้องวันที่ 21 กรกฎาคม 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น รับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์มีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทบริษัทมหาชนจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการรับประกันวินาศภัย ตามสำเนาหนังสือรับรอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายประเภทห้างหุ้นส่วนจำกัด มีจำเลยที่ 2 เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ตามหนังสือรับรองสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจังหวัดพัทลุง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ โจทก์รับประกันภัยรถยนต์ประเภทชดใช้โดยสิ้นเชิงในรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นไทรทัน ป้ายแดง แบบตัวถังดับเบิ้ลแคปของนางสาวศิริวรรณ มีอายุประกันภัย 1 ปี เริ่มต้นวันที่ 22 มีนาคม 2556 สิ้นสุดวันที่ 22 มีนาคม 2557 ตามสำเนาตารางกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 2039 ตรัง ตามสำเนารายการจดทะเบียน กรมการขนส่งทางบก ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกขึ้นวินิจฉัยมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยทั้งสองไม่ได้ให้การต่อสู้คดีหรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ถูกต้องและไม่ชอบด้วยกฎหมาย นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะ หมายเลขทะเบียน บน 2039 ตรัง ซึ่งรถกระบะดังกล่าวกระทำละเมิดชนรถยนต์ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหาย และขอให้บังคับจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 1 รับผิดต่อโจทก์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้กระทำละเมิดต่อโจทก์แต่อย่างใด เมื่อโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรับผิดในเหตุละเมิด จึงต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ลักษณะ 5 ละเมิด หมวด 1 ความรับผิดเพื่อละเมิด ซึ่งบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวไม่มีบทบัญญัติใดที่บัญญัติให้ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์หรือผู้ครอบครองใช้ประโยชน์ในรถยนต์ต้องรับผิดต่อผู้ถูกกระทำละเมิด ดังนั้น จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ถือกรรมสิทธิ์รถกระบะจึงไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ด้วย เมื่อจำเลยทั้งสองไม่มีความรับผิดต่อโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นสมควรก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยทั้งสองจะไม่ได้ให้การต่อสู้คดีไว้ หรือยกขึ้นต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของโจทก์ต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ766/2557
primary_red_case_no
พ349/2558
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000216.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.433/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559