คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12379/2558 ฉบับเต็ม

#601867
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12379/2558 บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด โจทก์ นายกำพล เจริญชัย กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 306 พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องในคดีนี้ตาม พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่ พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นอันชอบด้วยกฎหมายโดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่ง ป.พ.พ. แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่ง ป.พ.พ. ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพแล้วไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคาร ท. กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด การโอนสิทธิเรียกร้องจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์เคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีมาแล้ว และจำเลยทั้งสองคัดค้าน ศาลจังหวัดอุบลราชธานีไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิม คดีถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาแก้คดีแทน จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้นายกำพล จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าแก้คดีแทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้มีการทำสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์ โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เอกสารท้ายฟ้องแล้วไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ (ปิยกุล บุญเพิ่ม-ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์-ชัยยุทธ ศรีจำนงค์) ศาลล้มละลายกลาง - นายนคร มิ่งมงคล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก ล้มละลาย หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ล.536/2553 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ล15923/2552 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ล2079/2553 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
601867
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายนคร มิ่งมงคล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081968300"
    }
}
date
2558
deka_no
12379/2558
deka_running_no
12379
deka_year
2558
department
ล้มละลาย
judges
[
    "ปิยกุล บุญเพิ่ม",
    "ทัศนีย์ จั่นสัญจัย ธรรมเกณฑ์",
    "ชัยยุทธ ศรีจำนงค์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 306"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.ก.บริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 9 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายกำพล เจริญชัย กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยทั้งสองเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยทั้งสองไม่ยื่นคำให้การ

ระหว่างพิจารณาจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องว่า โจทก์มิได้เป็นเจ้าหนี้ของจำเลยทั้งสอง เนื่องจากโจทก์เคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เดิมต่อศาลจังหวัดอุบลราชธานีมาแล้ว และจำเลยทั้งสองคัดค้าน ศาลจังหวัดอุบลราชธานีไต่สวนแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์เดิม คดีถึงที่สุด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีล้มละลาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา จำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2557 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรและทายาทของจำเลยที่ 2 เข้ามาแก้คดีแทน จำเลยที่ 1 ได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่มาศาล

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตาย และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุตรของจำเลยที่ 2 จึงมีคำสั่งให้นายกำพล จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าแก้คดีแทนจำเลยที่ 2 ผู้ตาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า โจทก์ได้รับโอนสินทรัพย์ในคดีนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และได้มีการทำสัญญาโอนสินทรัพย์ระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ผู้โอนกับโจทก์ผู้รับโอนแล้ว การโอนสิทธิเรียกร้องย่อมสมบูรณ์ โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายได้โดยไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะรับโอนสิทธิเรียกร้องนี้ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 และโจทก์ไม่จำต้องเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งก่อนฟ้องคดีล้มละลายก็ตาม แต่พระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ พ.ศ.2541 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "ในการโอนสินทรัพย์ที่เป็นสิทธิเรียกร้องจากสถาบันการเงินไปให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ หากบริษัทบริหารสินทรัพย์มอบหมายให้ผู้รับชำระหนี้เดิมเป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้ที่เกิดขึ้น การโอนสิทธิเรียกร้องเป็นอันชอบด้วยกฎหมาย โดยไม่ต้องบอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์" ซึ่งเมื่อพิจารณาสัญญาซื้อขายสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ เอกสารท้ายฟ้องแล้วไม่ปรากฏว่า ในการโอนสิทธิเรียกร้องระหว่างธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) กับโจทก์ในคดีนี้ โจทก์ได้มอบหมายให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เป็นตัวแทนเรียกเก็บและรับชำระหนี้แต่อย่างใด ดังนี้ การโอนสิทธิเรียกร้องจึงต้องบอกกล่าวการโอนไปยังจำเลยทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ล15923/2552
primary_red_case_no
ล2079/2553
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000256.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ล.536/2553
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2558