คำวินิจฉัยที่ ยช.ที่ 43/2559 ฉบับเต็ม

#603045
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำวินิจฉัยที่ ยช. 43/2559 นาง น. โจทก์ นาง ป. จำเลย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของ ช. ผู้ตาย ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยอ้างว่า ที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดา และอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์ของผู้ตายที่บิดายกให้ในขณะบิดามีชีวิตอยู่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ในฐานะทายาทประเภทคู่สมรส จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดานั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่มรดกที่ตกแก่ผู้ตาย โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทเฉพาะแปลงที่ผู้ตายได้รับการยกให้จากบิดาขณะบิดามีชีวิตอยู่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก มูลเหตุแห่งคดีมิได้เกี่ยวด้วยสิทธิ และหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายในทางทรัพย์สินซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. บรรพ 5 มาตรา 1470 ถึง 1474 มิใช่คดีครอบครัวตาม พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2509 นาย ช. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. กับจำเลย เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสกับจำเลยซึ่งเป็นมรดกส่วนของนาย ส. ตกแก่นาย ช. ในฐานะผู้สืบสันดานกึ่งหนึ่ง อันได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 13516 และ 12912 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 300 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเนื้อที่ 6 ไร่เศษ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีหลักฐานเป็นทั้งโฉนดที่ดินและ ส.ค. 1 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 43621 ถึง 43624 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อนาย ช. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 นาย ช. ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นทายาทในฐานะคู่สมรสผู้มีสิทธิรับมรดกของนาย ช. โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามคำขอท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การว่า ระหว่างมีชีวิตอยู่นาย ส. ตกลงกับจำเลยว่า หากจำเลยจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ให้จำเลยดำเนินการเพียงผู้เดียว โดยใช้เงินของจำเลยเอง และทรัพย์สินที่ได้มาให้ตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแยกต่างหากจากทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสมรส โดยนายสมานไม่ขอเกี่ยวข้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13516 และ 12912 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 300 ที่ดิน สค. 1 เลขที่ 76 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14357, 14358 และ 14359 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยซื้อมาด้วยเงินของจำเลยเอง ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพียงผู้เดียว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 43621 ถึง 43624 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีชื่อนาย ช. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนาย ช. ถึงแก่ความตายที่ดินตกเป็นมรดกแก่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยผู้เป็นมารดาคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเฉพาะในที่ดินแปลงนี้เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยาน ศาลจังหวัดตลิ่งชันเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11 วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. ผู้ตาย ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดา และอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์ของผู้ตายที่บิดายกให้ขณะบิดามีชีวิตอยู่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ในฐานะทายาทประเภทคู่สมรส จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดานั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่มรดกที่ตกแก่ผู้ตาย โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทเฉพาะแปลงที่ผู้ตายได้รับการยกให้จากบิดาขณะบิดามีชีวิตอยู่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ และจำเลยต้องใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก มูลเหตุแห่งคดีมิได้เกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายในทางทรัพย์สินซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1470 ถึง 1474 มิใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3) วินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว วินิจฉัย ณ วันที่ 25 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2559 วีระพล ตั้งสุวรรณ (นายวีระพล ตั้งสุวรรณ) ประธานศาลฎีกา () แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
603045
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082616975"
    }
}
date
2559
deka_no
43/2559
deka_running_no
43
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 10 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง น."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ป."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. จดทะเบียนสมรสกันเมื่อปี 2509 นาย ช. เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. กับจำเลย เมื่อนาย ส. ถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสกับจำเลยซึ่งเป็นมรดกส่วนของนาย ส. ตกแก่นาย ช. ในฐานะผู้สืบสันดานกึ่งหนึ่ง อันได้แก่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 13516 และ 12912 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 300 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ที่ดินเนื้อที่ 6 ไร่เศษ ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มีหลักฐานเป็นทั้งโฉนดที่ดินและ ส.ค. 1 มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และที่ดินโฉนดเลขที่ 43621 ถึง 43624 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีชื่อนาย ช. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2558 นาย ช. ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นทายาทในฐานะคู่สมรสผู้มีสิทธิรับมรดกของนาย ช. โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินดังกล่าวแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินตามคำขอท้ายฟ้อง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การว่า ระหว่างมีชีวิตอยู่นาย ส. ตกลงกับจำเลยว่า หากจำเลยจะทำนิติกรรมใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินหรือซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ให้จำเลยดำเนินการเพียงผู้เดียว โดยใช้เงินของจำเลยเอง และทรัพย์สินที่ได้มาให้ตกเป็นสินส่วนตัวของจำเลยแยกต่างหากจากทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสมรส โดยนายสมานไม่ขอเกี่ยวข้อง ที่ดินโฉนดเลขที่ 13516 และ 12912 ตำบลบางบำหรุ อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 300 ที่ดิน สค. 1 เลขที่ 76 ที่ดินโฉนดเลขที่ 14357, 14358 และ 14359 ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ซึ่งมีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ จำเลยซื้อมาด้วยเงินของจำเลยเอง ที่ดินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของจำเลยเพียงผู้เดียว ส่วนที่ดินโฉนดเลขที่ 43621 ถึง 43624 ตำบลหินเหล็กไฟ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีชื่อนาย ช. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อนาย ช. ถึงแก่ความตายที่ดินตกเป็นมรดกแก่โจทก์ซึ่งเป็นภริยาและจำเลยผู้เป็นมารดาคนละกึ่งหนึ่ง โจทก์จึงมีสิทธิเฉพาะในที่ดินแปลงนี้เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดชี้สองสถานและนัดสืบพยาน ศาลจังหวัดตลิ่งชันเห็นว่า กรณีมีปัญหาว่า คดีอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัวหรือไม่ จึงส่งสำนวนให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 11

วินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ซึ่งเป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนาย ช. ผู้ตาย ฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งเป็นมารดาและผู้จัดการมรดกของผู้ตาย จดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาท โดยอ้างว่าที่ดินพิพาทส่วนหนึ่งเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดา และอีกส่วนหนึ่งเป็นทรัพย์ของผู้ตายที่บิดายกให้ขณะบิดามีชีวิตอยู่ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงเป็นมรดกตกแก่โจทก์ในฐานะทายาทประเภทคู่สมรส จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทที่โจทก์อ้างว่าเป็นมรดกที่ผู้ตายได้รับมาจากบิดานั้นเป็นสินส่วนตัวของจำเลย มิใช่มรดกที่ตกแก่ผู้ตาย โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาทเฉพาะแปลงที่ผู้ตายได้รับการยกให้จากบิดาขณะบิดามีชีวิตอยู่เพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น กรณีมีปัญหาให้วินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายหรือไม่ และจำเลยต้องใส่ชื่อโจทก์ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทตามคำขอท้ายฟ้องหรือไม่ จึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย ซึ่งต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 6 ว่าด้วยมรดก มูลเหตุแห่งคดีมิได้เกี่ยวด้วยสิทธิและหน้าที่หรือความสัมพันธ์ระหว่างโจทก์กับผู้ตายในทางทรัพย์สินซึ่งต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 มาตรา 1470 ถึง 1474 มิใช่คดีครอบครัวตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 10 (3)

วินิจฉัยว่า คดีไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลเยาวชนและครอบครัว

วินิจฉัย ณ วันที่ 25 เดือน กรกฎาคม พุทธศักราช 2559

วีระพล ตั้งสุวรรณ

(นายวีระพล ตั้งสุวรรณ)

ประธานศาลฎีกา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\006597.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำวินิจฉัยที่ ยช.
year
2559