คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7032/2559 ฉบับเต็ม

#603285
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7032/2559 พนักงานอัยการคดีเยาวชน และครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช โจทก์ นายโกสิทธิ์ คงศิลป์ กับพวก จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 46, มาตรา 212, มาตรา 225 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่การพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงต้องมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี โดยวินิจฉัยว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288 จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลย แก่ผู้ร้องทั้งสามคนละ 10,000 บาท จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 5 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดทุ่งสงให้ลงโทษจำคุกและพ้นโทษจำคุกมาแล้ว การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นเงินคนละ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันนายโกสิทธิ์ ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อ กระดูกแขนด้านนิ้วก้อยหัก นายเอนกพงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ศีรษะยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลก มีแผลฉีกขาดที่ข้อนิ้วกลางมือซ้าย นายวรวุฒิ ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลฉีกขาด ขนาด 8 เซนติเมตร และขนาด 15 เซนติเมตร ที่บริเวณหลัง แผลฉีกขาดลึกถึงกล้ามเนื้อ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตัวจำเลยเองเบิกความยอมรับว่า รู้จักกับนายโชคดีมาก่อน ขณะเกิดเหตุวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทะเลาะวิวาทกับฝ่ายผู้เสียหายประมาณ 10 คน ฝ่ายจำเลยก็ประมาณ 10 คน ผู้เสียหายทั้งสามไม่รู้จักจำเลยมาก่อน แต่นายโชคดีกับจำเลยรู้จักกันมาก่อน จึงเป็นไปได้ว่าในคำให้การผู้เสียหายครั้งแรก ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้กล่าวถึงจำเลย อย่างไรก็ดีนายโชคดีซึ่งรู้จักจำเลยระบุชื่อจำเลยว่าร่วมอยู่ด้วยในกลุ่มคนร้ายตั้งแต่ให้การครั้งแรก ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ดูภาพถ่ายจำเลยจึงให้การเพิ่มเติมว่าจำเลยร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้าย มีเพียงผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่ารับฟังมาจากนายโชคดี ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายทั้งสามและนายโชคดีเบิกความยืนยันว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้าย น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสามและนายโชคดีเบิกความไปตามสัตย์จริง คำให้การชั้นสอบสวนครั้งแรกของนายโชคดีที่ไม่สังเกตว่าจำเลยถืออาวุธมีดหรือไม่ และของผู้เสียหายที่ 2 ครั้งเพิ่มเติมที่ว่ารับฟังจากนายโชคดีเป็นเพียงพลความ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบหนักแน่นรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายคดีนี้ จำเลยนำสืบว่าอยู่ในเหตุการณ์ นายพลวัฒน์เป็นเพื่อนของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดหรือไม่ ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น อนึ่ง ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่การพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงต้องมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี โดยวินิจฉัยว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (จิรนิติ หะวานนท์ -พิศล พิรุณ-กฤษณี เยพิทักษ์ ) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช - นายกมล บัวแก้ว ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชอ.7/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น อ811/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น อ494/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
603285
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นายกมล บัวแก้ว"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายเพิ่มศักดิ์ สายสีทอง"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962939"
    }
}
date
2559
deka_no
7032/2559
deka_running_no
7032
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "จิรนิติ หะวานนท์",
    "พิศล พิรุณ",
    "กฤษณี เยพิทักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 46",
            "ม. 212",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชน"
    },
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "และครอบครัวจังหวัดนครศรีธรรมราช"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโกสิทธิ์ คงศิลป์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 288

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายทั้งสามยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพราะเหตุได้รับอันตรายแก่กายจากการกระทำของจำเลย แก่ผู้ร้องทั้งสามคนละ 10,000 บาท

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 17 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 จำคุก 5 ปี จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลจังหวัดทุ่งสงให้ลงโทษจำคุกและพ้นโทษจำคุกมาแล้ว การใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้จึงไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสามเป็นเงินคนละ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับให้ยกฟ้อง และยกคำร้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธมีดฟันนายโกสิทธิ์ ผู้เสียหายที่ 1 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ที่แขนซ้ายลึกถึงกล้ามเนื้อ กระดูกแขนด้านนิ้วก้อยหัก นายเอนกพงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 มีบาดแผลฉีกขาดขอบเรียบที่ศีรษะยาวประมาณ 6 เซนติเมตร ลึกถึงกะโหลก มีแผลฉีกขาดที่ข้อนิ้วกลางมือซ้าย นายวรวุฒิ ผู้เสียหายที่ 3 มีบาดแผลฉีกขาด ขนาด 8 เซนติเมตร และขนาด 15 เซนติเมตร ที่บริเวณหลัง แผลฉีกขาดลึกถึงกล้ามเนื้อ ตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตัวจำเลยเองเบิกความยอมรับว่า รู้จักกับนายโชคดีมาก่อน ขณะเกิดเหตุวัยรุ่น 2 กลุ่ม ทะเลาะวิวาทกับฝ่ายผู้เสียหายประมาณ 10 คน ฝ่ายจำเลยก็ประมาณ 10 คน ผู้เสียหายทั้งสามไม่รู้จักจำเลยมาก่อน แต่นายโชคดีกับจำเลยรู้จักกันมาก่อน จึงเป็นไปได้ว่าในคำให้การผู้เสียหายครั้งแรก ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้กล่าวถึงจำเลย อย่างไรก็ดีนายโชคดีซึ่งรู้จักจำเลยระบุชื่อจำเลยว่าร่วมอยู่ด้วยในกลุ่มคนร้ายตั้งแต่ให้การครั้งแรก ต่อมาผู้เสียหายที่ 1 และที่ 3 ดูภาพถ่ายจำเลยจึงให้การเพิ่มเติมว่าจำเลยร่วมอยู่ในกลุ่มคนร้าย มีเพียงผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่ารับฟังมาจากนายโชคดี ในชั้นพิจารณาผู้เสียหายทั้งสามและนายโชคดีเบิกความยืนยันว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้าย น่าเชื่อว่าผู้เสียหายทั้งสามและนายโชคดีเบิกความไปตามสัตย์จริง คำให้การชั้นสอบสวนครั้งแรกของนายโชคดีที่ไม่สังเกตว่าจำเลยถืออาวุธมีดหรือไม่ และของผู้เสียหายที่ 2 ครั้งเพิ่มเติมที่ว่ารับฟังจากนายโชคดีเป็นเพียงพลความ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบหนักแน่นรับฟังได้ว่าจำเลยร่วมเป็นคนร้ายคดีนี้ จำเลยนำสืบว่าอยู่ในเหตุการณ์ นายพลวัฒน์เป็นเพื่อนของจำเลย พยานหลักฐานของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังมีข้อน่าสงสัยตามสมควรว่าจำเลยร่วมกระทำความผิดหรือไม่ ยังไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

อนึ่ง ผู้เสียหายทั้งสามไม่ได้ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน แต่การพิพากษาในคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ศาลฎีกาจึงต้องมีคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งด้วย และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 5 ปี โดยวินิจฉัยว่าการใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนในคดีนี้ไม่เป็นประโยชน์แก่จำเลย และให้ส่งตัวจำเลยไปจำคุกในเรือนจำ มีกำหนด 2 ปี นั้น เห็นว่า ไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจกระทำได้จึงเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่เนื่องจากจำเลยอุทธรณ์ฝ่ายเดียว ศาลฎีกาจึงไม่อาจกำหนดโทษจำเลยให้สูงกว่าโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษา เพราะจะเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โดยที่โจทก์มิได้ฎีกาขอให้เพิ่มเติมโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
อ811/2556
primary_red_case_no
อ494/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000210.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชอ.7/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559