คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2559 ฉบับเต็ม

#603318
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6458/2559 นางมรกต วิริยะทวีชัย โจทก์ นายสมชาติ เติมประเสริญฤดี จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1), มาตรา 55 ป.พ.พ. มาตรา 516 แม้มูลเหตุคดีนี้เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและได้รับเงินน้อยลงจากการกระทำของจำเลย อันเป็นการกระทบต่อสิทธิที่พึงมีพึงได้ของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการที่จะบังคับเอาเงินส่วนที่ขาดไปจากจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ได้ หาใช่เพียงแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ทอดตลาดเท่านั้นที่จะบังคับเอาจากจำเลย ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 แล้ว ทั้งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมีมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างดังกล่าวจากจำเลย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 4 (1) ในส่วนที่จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินโดยหลงเชื่อว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยยกปัญหาข้อนี้ขึ้นในชั้นอุทธรณ์แต่ศาลอุทธรณ์มิได้วินิจฉัยให้ เมื่อคู่ความทั้งสองฝ่ายได้สืบพยานจนสิ้นกระแสความแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์หากจำเลยมีข้อสงสัยประการใดหรือประสงค์จะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นที่ดินมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลงหรือไม่ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากทางราชการที่เกี่ยวข้องได้โดยง่าย การที่จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินครั้งแรกแล้ว จำเลยจึงเพิ่งตรวจสอบที่ดิน นับว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดิน จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสำคัญผิดในที่ตั้งของที่ดินมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินทั้งสามแปลงเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 516 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 174,750 บาท รวมเป็นเงิน 1,874,750 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30715, 70994 และ 71007 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายภูวไนย กับนายบุญเติม ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ วันที่ 14 กันยายน 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายบุญเติมลูกหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 3568/2548 วันที่ 21 มกราคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำที่ดินทั้งสามแปลงออกขายทอดตลาด จำเลยประมูลซื้อได้ในราคา 7,500,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระเงิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ริบเงินมัดจำ 50,000 บาท วันที่ 12 ตุลาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินอีกครั้ง จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 5,750,000 บาท โดยมีส่วนต่างจากการนำที่ดินออกขายทอดตลาดอีกครั้งแล้วได้เงินไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมเป็นเงิน 1,700,000 บาท ต่อมาที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวมีมติไม่รับคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินจากจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยต่างหากเอง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้มูลเหตุคดีนี้เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและได้รับเงินน้อยลงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทบต่อสิทธิที่พึงมีพึงได้ของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการที่จะบังคับเอาเงินส่วนที่ขาดไปจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ได้ หาใช่เพียงแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ทอดตลาดเท่านั้นที่จะบังคับเอาจากจำเลย ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว ทั้งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมีมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างดังกล่าวจากจำเลย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) หาใช่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งศาลล้มละลายกลางอยู่ในเขตอำนาจดังจำเลยตั้งประเด็นในคำแก้ฎีกาไม่ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินโดยหลงเชื่อว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงโดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพที่ดินแต่ละแปลง ส่วนแผนที่สังเขประบุในลักษณะภาพรวมว่าที่ดินทั้งสามแปลงตั้งอยู่บริเวณใด ผู้ซื้อสามารถขอทราบรายละเอียดได้ที่กองบังคับคดีล้มละลาย 4 กรมบังคับคดี ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวมิได้ระบุว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง หากจำเลยมีข้อสงสัยประการใดหรือประสงค์จะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นที่ดินมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลงหรือไม่ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากทางราชการที่เกี่ยวข้องได้โดยง่าย หลังจากจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินครั้งแรกแล้ว จำเลยจึงเพิ่งตรวจสอบที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้มีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกัน และมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้แปลงเดียว นับว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดิน จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสำคัญผิดในที่ตั้งของที่ดินมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินทั้งสามแปลงเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ดังที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ (บุญไชย ธนาพันธ์สิน-สุรพันธุ์ ละอองมณี-ธราธร ศิลปโอสถ) ศาลแพ่งธนบุรี - นายสุวรรณ จันทร์ดี ศาลอุทธรณ์ - นายณรงค์ ธนะปกรณ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.961/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ108/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1957/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
603318
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งธนบุรี",
        "judge": "นายสุวรรณ จันทร์ดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายณรงค์ ธนะปกรณ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963174"
    }
}
date
2559
deka_no
6458/2559
deka_running_no
6458
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "บุญไชย ธนาพันธ์สิน",
    "สุรพันธุ์ ละอองมณี",
    "ธราธร ศิลปโอสถ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4 (1)",
            "ม. 55"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 516"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางมรกต วิริยะทวีชัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมชาติ เติมประเสริญฤดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 ถึงวันฟ้องเป็นดอกเบี้ย 174,750 บาท รวมเป็นเงิน 1,874,750 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,700,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 30715, 70994 และ 71007 ตำบลหลักสอง อำเภอหนองแขม (ภาษีเจริญ) กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีนายภูวไนย กับนายบุญเติม ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินจดทะเบียนจำนองไว้แก่โจทก์ วันที่ 14 กันยายน 2548 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์นายบุญเติมลูกหนี้ในคดีล้มละลายหมายเลขแดงที่ 3568/2548 วันที่ 21 มกราคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นำที่ดินทั้งสามแปลงออกขายทอดตลาด จำเลยประมูลซื้อได้ในราคา 7,500,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระเงิน เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ริบเงินมัดจำ 50,000 บาท วันที่ 12 ตุลาคม 2553 เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินอีกครั้ง จำเลยเป็นผู้ประมูลซื้อได้ในราคา 5,750,000 บาท โดยมีส่วนต่างจากการนำที่ดินออกขายทอดตลาดอีกครั้งแล้วได้เงินไม่คุ้มราคาและค่าขายทอดตลาดชั้นเดิมเป็นเงิน 1,700,000 บาท ต่อมาที่ประชุมเจ้าหนี้ในคดีล้มละลายดังกล่าวมีมติไม่รับคำร้องของโจทก์ที่ขอให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินจากจำเลย เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยต่างหากเอง

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้มูลเหตุคดีนี้เกิดจากการขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ แต่โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่ดินและได้รับเงินน้อยลงจากการกระทำของจำเลยอันเป็นการกระทบต่อสิทธิที่พึงมีพึงได้ของโจทก์ โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงในการที่จะบังคับเอาเงินส่วนที่ขาดไปจากจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ได้ หาใช่เพียงแต่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ผู้ทอดตลาดเท่านั้นที่จะบังคับเอาจากจำเลย ถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 แล้ว ทั้งที่ประชุมเจ้าหนี้ยังมีมติไม่ให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างดังกล่าวจากจำเลย และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการเรียกเงินส่วนต่างจากจำเลยเอง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง และเมื่อจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลชั้นต้น โจทก์จึงยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้นได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4 (1) หาใช่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลซึ่งศาลล้มละลายกลางอยู่ในเขตอำนาจดังจำเลยตั้งประเด็นในคำแก้ฎีกาไม่ ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อมาว่า จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินโดยหลงเชื่อว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง อันเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตกเป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ได้ประกาศขายทอดตลาดที่ดินทั้งสามแปลงโดยระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพที่ดินแต่ละแปลง ส่วนแผนที่สังเขประบุในลักษณะภาพรวมว่าที่ดินทั้งสามแปลงตั้งอยู่บริเวณใด ผู้ซื้อสามารถขอทราบรายละเอียดได้ที่กองบังคับคดีล้มละลาย 4 กรมบังคับคดี ตามประกาศเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ขายทอดตลาดที่ดินดังกล่าวมิได้ระบุว่าที่ดินทั้งสามแปลงมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลง หากจำเลยมีข้อสงสัยประการใดหรือประสงค์จะทราบรายละเอียดเกี่ยวกับที่ดินทั้งสามแปลงว่าเป็นที่ดินมีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกันและมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะทุกแปลงหรือไม่ จำเลยสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวจากทางราชการที่เกี่ยวข้องได้โดยง่าย หลังจากจำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินครั้งแรกแล้ว จำเลยจึงเพิ่งตรวจสอบที่ดิน ปรากฏว่าที่ดินทั้งสามแปลงมิได้มีเนื้อที่ติดต่อเป็นแปลงเดียวกัน และมีทางเข้าออกสู่ถนนสาธารณะได้แปลงเดียว นับว่าเป็นความบกพร่องของจำเลยที่ไม่ตรวจสอบให้รอบคอบก่อนเข้าประมูลซื้อที่ดิน จำเลยจึงไม่อาจอ้างความสำคัญผิดในที่ตั้งของที่ดินมาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยเข้าประมูลซื้อที่ดินทั้งสามแปลงเกิดจากการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยต้องรับผิดในจำนวนเงินส่วนต่างจากการขายทอดตลาดที่ดินแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 516 ดังที่ศาลชั้นต้นได้พิพากษามานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ108/2557
primary_red_case_no
พ1957/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000212.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.961/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559