คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7069/2559 ฉบับเต็ม

#603321
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7069/2559 นายอรุณ กาลมิตร โจทก์ นายบรรจบ กาลมิตร จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1542, มาตรา 1544 (1), มาตรา 1545 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีมีสิทธิโต้แย้งว่า เด็กมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนได้ แต่ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตาม ป.พ.พ. 1542 แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้สงวนไว้ใช้เฉพาะชายผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเด็กเท่านั้น เมื่อ ด. ผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาของจำเลยถึงแก่ความตายไปก่อนที่มีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ป.พ.พ. 1545 ได้เปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ อันได้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็ก หรือผู้ที่จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็ก เมื่อโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของ ด. โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร แต่ทั้งนี้ก็มีกำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 1544 (1) คือ ในกรณีที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นสามีจะพึงฟ้อง ซึ่งมาตรา 1542 กำหนดระยะเวลาไว้ว่า ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก ดังนั้นเมื่อ ด. เป็นผู้ไปแจ้งเกิดว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2512 เท่ากับอย่างน้อย ด. ต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันเกิดของจำเลย คืออย่างช้าในวันที่ 30 เมษายน 2522 การที่ ด. ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544 ด. จึงไม่ได้ตายก่อนพ้นระยะเวลาที่จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามเงื่อนไขแห่งมาตรา 1544 (1) เมื่อ ด. ซึ่งเป็นบิดายังไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของ ด. แม้เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยมิใช่บุตรของ ด. เช่นกัน ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยไม่ใช่บุตรของนายดำ ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อนายดำจากสูติบัตรและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาสารพันธุกรรมว่าตรงกับของโจทก์หรือไม่ จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลมีคำสั่งให้โจทก์จำเลยไปทำการตรวจหาสารพันธุกรรมโดยจำเลยยินยอมไปตรวจและส่งผลการตรวจพิสูจน์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุตรของนายดำ กับนางเนี่ยม ต่อมานายดำอยู่กันฉันสามีภริยากับนางลับ วันที่ 17 สิงหาคม 2524 นายดำกับนางลับจดทะเบียนสมรสกัน ตามใบทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 นายดำแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอออกสูติบัตรว่า วันที่ 30 เมษายน 2521 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยคลอดโดยมีนายดำกับนางลับเป็นบิดามารดา ตามสูติบัตร คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีมีสิทธิโต้แย้งว่าเด็กมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนได้ แต่ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1542 แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้สงวนไว้ใช้เฉพาะชายผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเด็กเท่านั้น เมื่อนายดำ ผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาของจำเลยถึงแก่ความตายไปก่อนที่มีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 ได้เปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ อันได้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็ก หรือผู้ที่จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็ก เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้ง ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำ การที่นายดำถึงแก่ความตาย หากจำเลยเป็นบุตรของนายดำโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ก็จะทำให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายดำอีกคน โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร แต่ทั้งนี้ก็มีกำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 1544 (1) ในกรณีที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นสามีจะพึงฟ้อง ซึ่งมาตรา 1542 กำหนดระยะเวลาใช้สิทธิทางศาลได้ว่า ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก ดังนั้นเมื่อนายดำเป็นผู้ไปแจ้งเกิดว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2512 เท่ากับอย่างน้อยนายดำต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันเกิดของจำเลย คืออย่างช้าในวันที่ 30 เมษายน 2522 การที่นายดำถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544 นายดำจึงไม่ได้ตายก่อนพ้นระยะเวลาที่จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามเงื่อนไขแห่งมาตรา 1544 (1) เมื่อนายดำซึ่งเป็นบิดายังไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนายดำ แม้เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยมิใช่บุตรของนายดำเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ฎีกาของโจทก์ในประการอื่นที่ว่า จำเลยเป็นบุตรของนายดำหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นพพร โพธิรังสิยากร-พิศล พิรุณ-วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา - นายสุนทร จันทร์ฉิ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - นายสมศักดิ์ เนตรมัย แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยชพ.121/2558 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ19/2556 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ122/2556 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
603321
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดสงขลา",
        "judge": "นายสุนทร จันทร์ฉิ้น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9",
        "judge": "นายสมศักดิ์ เนตรมัย"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962839"
    }
}
date
2559
deka_no
7069/2559
deka_running_no
7069
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "พิศล พิรุณ",
    "วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1542",
            "ม. 1544 (1)",
            "ม. 1545"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายอรุณ กาลมิตร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายบรรจบ กาลมิตร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยไม่ใช่บุตรของนายดำ ให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนชื่อนายดำจากสูติบัตรและแบบรับรองรายการทะเบียนราษฎร โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์แถลงขอให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยไปตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อหาสารพันธุกรรมว่าตรงกับของโจทก์หรือไม่ จำเลยปฏิเสธ ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 แผนกคดีเยาชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลมีคำสั่งให้โจทก์จำเลยไปทำการตรวจหาสารพันธุกรรมโดยจำเลยยินยอมไปตรวจและส่งผลการตรวจพิสูจน์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นบุตรของนายดำ กับนางเนี่ยม ต่อมานายดำอยู่กันฉันสามีภริยากับนางลับ วันที่ 17 สิงหาคม 2524 นายดำกับนางลับจดทะเบียนสมรสกัน ตามใบทะเบียนสมรส เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2531 นายดำแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อขอออกสูติบัตรว่า วันที่ 30 เมษายน 2521 เวลา 9 นาฬิกา จำเลยคลอดโดยมีนายดำกับนางลับเป็นบิดามารดา ตามสูติบัตร

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกเสียก่อนว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ เห็นว่า การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีมีสิทธิโต้แย้งว่าเด็กมิใช่บุตรที่ชอบด้วยกฎหมายของตนได้ แต่ต้องกระทำภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1542 แต่บทกฎหมายดังกล่าวไม่ได้สงวนไว้ใช้เฉพาะชายผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาเด็กเท่านั้น เมื่อนายดำ ผู้ถูกอ้างว่าเป็นบิดาของจำเลยถึงแก่ความตายไปก่อนที่มีการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1545 ได้เปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ อันได้แก่ผู้ที่มีสิทธิได้รับมรดกร่วมกับเด็ก หรือผู้ที่จะเสียสิทธิรับมรดกเพราะการเกิดของเด็ก เมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้ง ข้อเท็จจริงที่ว่า โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายดำ การที่นายดำถึงแก่ความตาย หากจำเลยเป็นบุตรของนายดำโดยชอบด้วยกฎหมายด้วย ก็จะทำให้จำเลยเป็นผู้มีสิทธิรับมรดกของนายดำอีกคน โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในการฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร แต่ทั้งนี้ก็มีกำหนดระยะเวลาที่โจทก์จะใช้สิทธิทางศาลตามมาตรา 1544 (1) ในกรณีที่ชายผู้เป็นหรือเคยเป็นสามีตายก่อนพ้นระยะเวลาที่ชายผู้เป็นสามีจะพึงฟ้อง ซึ่งมาตรา 1542 กำหนดระยะเวลาใช้สิทธิทางศาลได้ว่า ชายผู้เป็นสามีหรือเคยเป็นสามีต้องฟ้องภายใน 1 ปี นับแต่วันรู้ถึงการเกิดของเด็ก แต่ห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันเกิดของเด็ก ดังนั้นเมื่อนายดำเป็นผู้ไปแจ้งเกิดว่า จำเลยเกิดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2512 เท่ากับอย่างน้อยนายดำต้องฟ้องภายใน 10 ปี นับแต่วันเกิดของจำเลย คืออย่างช้าในวันที่ 30 เมษายน 2522 การที่นายดำถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2544 นายดำจึงไม่ได้ตายก่อนพ้นระยะเวลาที่จะฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตรตามเงื่อนไขแห่งมาตรา 1544 (1) เมื่อนายดำซึ่งเป็นบิดายังไม่มีอำนาจฟ้องคดีได้แล้ว โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนายดำ แม้เป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายก็ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้มีคำสั่งว่าจำเลยมิใช่บุตรของนายดำเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวแม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ฎีกาของโจทก์ในประการอื่นที่ว่า จำเลยเป็นบุตรของนายดำหรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ19/2556
primary_red_case_no
พ122/2556
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000209.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยชพ.121/2558
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559