คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6140/2559 ฉบับเต็ม

#604320
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6140/2559 บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทอาซาน เมอร์ชานท์ มารีน จำกัด กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 616, มาตรา 618, มาตรา 623 ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 5, มาตรา 39, มาตรา 40 (3), มาตรา 49 (1), มาตรา 49 (2) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26, มาตรา 45 จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) ที่ทำกับผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ได้ออกใบตราส่ง สิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้รับตราส่งจึงต้องบังคับตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ทั้งนี้ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว และถือว่าสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 รับสินค้าไว้จากผู้ส่งของจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 4 ผู้ประกอบการโรงพักสินค้าตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (3) ซึ่งเมื่อรับสินค้าที่ท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่งโดยมิได้บันทึกสภาพแห่งของเท่าที่เห็นได้จากภายนอกไว้ในใบตราส่งจึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 รับสินค้าที่มีสภาพภายนอกเรียบร้อยไว้เพื่อการขนส่ง ตามมาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ.ดังกล่าว และเมื่อเรือมาถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีการบันทึกไว้ที่มุมล่างขวาของ "Time Sheet" ว่าสินค้าได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือตามสภาพที่บรรทุกลงเรือโดยไม่มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าหรือมีการบอกกล่าวเป็นหนังสือจากผู้รับตราส่งถึงจำเลยที่ 1 ว่า สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายภายในเวลาตามที่บัญญัติในมาตรา 49 (1) และ (2) จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าตามสภาพที่ระบุไว้ในใบตราส่งและโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่าเหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางถนนจากท่าเรือของจำเลยที่ 4 ไปยังโรงงานของบริษัท พ. ที่จังหวัดสมุทรปราการ จึงเป็นผู้ขนส่งและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. ว่าด้วยรับขนของ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้า หากเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 616 และ 618 อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 623 บัญญัติว่า "ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสุดสิ้นลงในเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาของไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อน และได้ใช้ค่าระวางพาหนะกับทั้งอุปกรณ์เสร็จแล้ว แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายเห็นไม่ได้แต่สภาพภายนอกแห่งของนั้น หากว่าได้บอกกล่าวความสูญหายหรือบุบสลายแก่ผู้ขนส่งภายในแปดวันนับแต่วันส่งมอบ อนึ่ง บทบัญญัติทั้งหลายนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่มีการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะปรับเอาเป็นความผิดของผู้ขนส่งได้" และแม้จำเลยที่ 5 จะให้การถึงเหตุที่ความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อาจต้องรับผิดร่วมกันเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ให้การไว้ เมื่อมิได้ทำให้เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือว่าการที่จำเลยที่ 5 ให้การนั้นเป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ได้ทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 59 (1) เมื่อสภาพความเสียหายของสินค้าไม่สามารถเห็นได้จากสภาพภายนอกเช่นนี้ ผู้รับตราส่งจะต้องบอกกล่าวเรื่องความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ภายในแปดวันนับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แล้วแต่กรณีส่งมอบสินค้า มิฉะนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ และจำเลยที่ 5 ส่งมอบสินค้าแก่ผู้รับตราส่งที่โรงงานของบริษัท พ. เมื่อวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ ระยะเวลา 8 วัน ที่ผู้รับตราส่งจะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความเสียหายของสินค้าจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5, 6 และ 8 มิถุนายน 2553 ตามลำดับ เมื่อผู้รับตราส่งไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จึงต้องถือว่าความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้สิ้นสุดลงแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว ทั้งคดีไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งจะเนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 751,786.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 722,680.55 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ซื้อสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจำนวน 12 ม้วน น้ำหนักรวม จำนวน 208.210 เมตริกตัน จากบริษัทโพสโค จำกัด ผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ด้วยข้อตกลงการซื้อขายแบบ ซีเอฟอาร์ แหลมฉบัง สินค้าได้รับการหีบห่อมีลักษณะตามภาพถ่าย บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ทำสัญญาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ ต่อมาผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) จำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง สินค้าได้รับการบรรทุกลงเรือซีเบรฟ และเดินทางถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 16 นาฬิกา ตามใบแจ้งเรือเทียบท่าสินค้าซึ่งบรรจุมาในระวางเรือหมายเลข 1 ถึง 5 ได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือซีเบรฟ ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 18 นาฬิกา ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เวลา 24 นาฬิกา สินค้าทั้งหมดถูกวางไว้ที่ลานวางสินค้าหนักหน้าโรงพักสินค้าที่ 7 ของจำเลยที่ 4 สินค้าได้รับการดำเนินพิธีการศุลกากรเสร็จได้รับใบขนสินค้าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าทางถนน จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งและจำเลยที่ 3 ได้มอบหมายจำเลยที่ 5 ให้ขนส่งต่อ โดยจำเลยที่ 5 นำรถบรรทุก 10 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70-7222 ระยอง, 70-6634 ระยอง, 70-3142 ระยอง และ 70-7260 ระยอง ไปบรรทุกสินค้าเพื่อขนส่งไปยังโรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีการขนส่งในวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 สินค้าถูกเก็บไว้ที่โรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับบำเหน็จค่าฝากเก็บ และค่าขนส่งแล้วและใบรับจ้างขนส่งสินค้าตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 บริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ได้แก้หีบห่อและเปิดม้วนสินค้าออกตัดเพื่อนำไปใช้งานตามที่ได้รับคำสั่งจากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด แต่พบว่าสินค้าทั้ง 12 ม้วน เกิดสนิมจนได้รับความเสียหาย เมื่อทดสอบในห้องปฏิบัติการได้ผลว่าสนิมเกิดจากน้ำ (Fresh Water) และ "Test Report" มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) ที่ทำกับบริษัทโพสโค จำกัด ผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง สิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้รับตราส่ง จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางถนนจากท่าเรือของจำเลยที่ 4 ไปยังโรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยรับขนของ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ประกอบการโรงพักสินค้าที่รับสินค้าไว้จากผู้ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าขาเข้าและส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 จึงเป็นผู้รับเก็บรักษาสินค้าไว้ในความดูแลของตนในระหว่างรอการส่งมอบ ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น ถือว่าสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 รับสินค้าไว้จากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ส่งของจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (3) ซึ่งเมื่อรับสินค้าที่ท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง โดยมิได้บันทึกสภาพแห่งของเท่าที่เห็นได้จากภายนอกไว้ในใบตราส่ง จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 รับสินค้าที่มีสภาพภายนอกเรียบร้อยไว้เพื่อการขนส่งตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และ เมื่อเรือมาถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีการบันทึกไว้ที่มุมล่างขวาของ "Time Sheet" ว่าสินค้าได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือตามสภาพที่บรรทุกลงเรือ โดยไม่มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าหรือมีการบอกกล่าวเป็นหนังสือจากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้รับตราส่งถึงจำเลยที่ 1 ว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายภายในเวลาตามที่บัญญัติในมาตรา 49 (1) และ (2) จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าตามสภาพที่ระบุไว้ในใบตราส่งและโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า เหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ตามคำเบิกความของนายกฤษฎา พนักงานสำรวจและประเมินความเสียหายบริษัทพี แอนด์ เอ แอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด ประกอบรายงานการสำรวจความเสียหาย คงได้ความเพียงว่า สินค้าสัมผัสกับน้ำ และเป็นเหตุให้สินค้าได้รับความเสียหาย ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์แสดงให้เห็นว่าสินค้าได้รับความเสียหายเพราะสัมผัสกับน้ำระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายไพจิตร มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าที่ขนส่งมาโดยเรือซีเบรฟ (Sea Brave) พบว่าสินค้ามีสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยการฉีดขาด เปียกน้ำ หรือเป็นสนิม เมื่อพิจารณาประกอบกับ "Time Sheet" ที่ระบุว่า สินค้าที่ได้รับความเสียหายขนส่งโดยบรรทุกไว้ในระวางเรือที่มีฝาปิด (Hatch) รวมจำนวน 5 ระวาง ทั้งเมื่อเกิดฝนตกในระหว่างการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือก็ได้หยุดพักการขนถ่ายไว้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้ามิได้เกิดในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยรับขนของ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้า หากเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของตนตามมาตรา 616 และ 618 อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 บัญญัติว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสุดสิ้นลงในเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาของไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อนและได้ใช้ค่าระวางพาหนะกับทั้งอุปกรณ์เสร็จแล้ว แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายเห็นไม่ได้แต่สภาพภายนอกแห่งของนั้น หากว่าได้บอกกล่าวความสูญหายหรือบุบสลายแก่ผู้ขนส่งภายในแปดวันนับแต่วันส่งมอบ อนึ่ง บทบัญญัติทั้งหลายนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่มีการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะปรับเอาเป็นความผิดของผู้ขนส่งได้" และแม้จำเลยที่ 5 จะให้การถึงเหตุที่ความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อาจต้องรับผิดร่วมกันเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ให้การไว้ดังกล่าวเมื่อมิได้ทำให้เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือว่าการที่จำเลยที่ 5 ให้การนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ได้ทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อสภาพความเสียหายของสินค้าไม่สามารถเห็นได้จากสภาพภายนอกเช่นนี้ บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด จะต้องบอกกล่าวเรื่องความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แล้วแต่กรณีส่งมอบสินค้า มิฉะนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ และจำเลยที่ 5 ส่งมอบสินค้าแก่บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ที่โรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด เมื่อวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ ระยะเวลา 8 วัน ที่บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด จะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความเสียหายของสินค้าจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5, 6 และ 8 มิถุนายน 2553 ตามลำดับ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จึงต้องถือว่าความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้สิ้นสุดลงแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า ระยะเวลา 8 วัน ต้องนับแต่วันที่พบความเสียหายไม่ใช่นับแต่วันที่ส่งมอบฟังไม่ขึ้น ทั้งคดีไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งจะเนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า เหตุที่สินค้าที่ขนส่งถูกน้ำจนได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายกฤษฎา มาเบิกความเป็นพยานประกอบรายงานการสำรวจความเสียหายว่า ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 สินค้าวางอยู่กลางแจ้งที่ท่าเรือของจำเลยที่ 4 เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรและส่งมอบขั้นสุดท้าย ตัวแทนที่ดำเนินพิธีการศุลกากรแจ้งว่า สินค้าถูกเก็บโดยไม่มีสิ่งป้องกัน ปล่อยให้ตากแดดตากฝน จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าระหว่างที่สินค้าวางกลางแจ้งที่ท่าเรือของจำเลยที่ 4 สินค้าถูกน้ำฝน แต่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า การวินิจฉัยของพยานตามรายงานการสำรวจความเสียหาย เป็นเพียงข้อสันนิษฐานและตามหนังสือแถลงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากรระบุว่า สินค้าคลุมผ้าใบยางขัดแย้งกับพยานหลักฐานของโจทก์ และกลับเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีนายบรรพต เจ้าหน้าที่คลังสินค้าบริษัทจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ได้นำสินค้าไปเก็บที่ลานหน้าคลังสินค้าหมายเลข 7 โดยใช้ขอนไม้รองใต้สินค้าเพื่อป้องกันการถูกน้ำที่ไหลตามพื้น และใช้ผ้าใบทาร์โปลินปิดคลุมสินค้าเพื่อป้องกันฝนที่อาจตกลงมาไม่ให้ถูกสินค้า ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องสามารถป้องกันสินค้าไม่ให้ถูกน้ำได้แน่นอน ทั้งนายกฤษฎาพยานโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านอีกว่า ระหว่างที่สินค้าวางอยู่ที่ลานวางสินค้าของจำเลยที่ 4 ไม่มีฝนตก พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าที่ขนส่งถูกน้ำระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ดังนี้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ (ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร-ปริญญา ดีผดุง-อธิป จิตต์สำเริง) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง - นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ทกค.268/2555 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น กค75/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น กค78/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604320
courts
[
    {
        "court": "ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง",
        "judge": "นายเสริมสิทธิ์ สิริเจริญสุข"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963292"
    }
}
date
2559
deka_no
6140/2559
deka_running_no
6140
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร",
    "ปริญญา ดีผดุง",
    "อธิป จิตต์สำเริง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 616",
            "ม. 618",
            "ม. 623"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 59 (1)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 39",
            "ม. 40 (3)",
            "ม. 49 (1)",
            "ม. 49 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539",
        "sections": [
            "ม. 26",
            "ม. 45"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทศรีอยุธยาประกันภัย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทอาซาน เมอร์ชานท์ มารีน จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งห้าร่วมกันชำระเงินจำนวน 751,786.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน 722,680.55 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 5 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่อุทธรณ์โต้แย้งรับฟังได้เป็นยุติว่า บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ซื้อสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนชนิดม้วนจำนวน 12 ม้วน น้ำหนักรวม จำนวน 208.210 เมตริกตัน จากบริษัทโพสโค จำกัด ผู้ขายในประเทศสาธารณรัฐเกาหลี ด้วยข้อตกลงการซื้อขายแบบ ซีเอฟอาร์ แหลมฉบัง สินค้าได้รับการหีบห่อมีลักษณะตามภาพถ่าย บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ทำสัญญาประกันภัยสินค้าไว้กับโจทก์ ต่อมาผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ให้ขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) จำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง สินค้าได้รับการบรรทุกลงเรือซีเบรฟ และเดินทางถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 16 นาฬิกา ตามใบแจ้งเรือเทียบท่าสินค้าซึ่งบรรจุมาในระวางเรือหมายเลข 1 ถึง 5 ได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือซีเบรฟ ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 เวลา 18 นาฬิกา ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 เวลา 24 นาฬิกา สินค้าทั้งหมดถูกวางไว้ที่ลานวางสินค้าหนักหน้าโรงพักสินค้าที่ 7 ของจำเลยที่ 4 สินค้าได้รับการดำเนินพิธีการศุลกากรเสร็จได้รับใบขนสินค้าเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2553 บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ขนส่งสินค้าทางถนน จำเลยที่ 2 ได้มอบหมายจำเลยที่ 3 ให้ขนส่งและจำเลยที่ 3 ได้มอบหมายจำเลยที่ 5 ให้ขนส่งต่อ โดยจำเลยที่ 5 นำรถบรรทุก 10 ล้อ หมายเลขทะเบียน 70-7222 ระยอง, 70-6634 ระยอง, 70-3142 ระยอง และ 70-7260 ระยอง ไปบรรทุกสินค้าเพื่อขนส่งไปยังโรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ มีการขนส่งในวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 สินค้าถูกเก็บไว้ที่โรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด โดยจำเลยที่ 4 และที่ 5 ได้รับบำเหน็จค่าฝากเก็บ และค่าขนส่งแล้วและใบรับจ้างขนส่งสินค้าตามลำดับ จนกระทั่งวันที่ 31 กรกฎาคม 2553 บริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ได้แก้หีบห่อและเปิดม้วนสินค้าออกตัดเพื่อนำไปใช้งานตามที่ได้รับคำสั่งจากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด แต่พบว่าสินค้าทั้ง 12 ม้วน เกิดสนิมจนได้รับความเสียหาย เมื่อทดสอบในห้องปฏิบัติการได้ผลว่าสนิมเกิดจากน้ำ (Fresh Water) และ "Test Report"

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อแรกว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางทะเลตามสัญญาเช่าเรือ (Charterparty) ที่ทำกับบริษัทโพสโค จำกัด ผู้ขาย และจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง สิทธิและหน้าที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้รับตราส่ง จึงต้องบังคับตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 ทั้งนี้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 เป็นผู้รับขนส่งสินค้าทางถนนจากท่าเรือของจำเลยที่ 4 ไปยังโรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด ที่จังหวัดสมุทรปราการ สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยรับขนของ ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นผู้ประกอบการโรงพักสินค้าที่รับสินค้าไว้จากผู้ขนส่งสินค้าระหว่างประเทศเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรสำหรับสินค้าขาเข้าและส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 จำเลยที่ 4 จึงเป็นผู้รับเก็บรักษาสินค้าไว้ในความดูแลของตนในระหว่างรอการส่งมอบ ในส่วนของจำเลยที่ 1 นั้น ถือว่าสินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 เริ่มตั้งแต่เมื่อจำเลยที่ 1 รับสินค้าไว้จากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้ส่งของจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 4 ตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 39 ประกอบมาตรา 40 (3) ซึ่งเมื่อรับสินค้าที่ท่าเรือต้นทางจำเลยที่ 1 ออกใบตราส่ง โดยมิได้บันทึกสภาพแห่งของเท่าที่เห็นได้จากภายนอกไว้ในใบตราส่ง จึงต้องถือว่าจำเลยที่ 1 รับสินค้าที่มีสภาพภายนอกเรียบร้อยไว้เพื่อการขนส่งตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว และ เมื่อเรือมาถึงท่าเรือของจำเลยที่ 4 ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 มีการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือตั้งแต่วันที่ 22 ถึงวันที่ 24 พฤษภาคม 2553 มีการบันทึกไว้ที่มุมล่างขวาของ "Time Sheet" ว่าสินค้าได้รับการขนถ่ายขึ้นจากเรือตามสภาพที่บรรทุกลงเรือ โดยไม่มีการสำรวจความเสียหายของสินค้าหรือมีการบอกกล่าวเป็นหนังสือจากบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ผู้รับตราส่งถึงจำเลยที่ 1 ว่าสินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายภายในเวลาตามที่บัญญัติในมาตรา 49 (1) และ (2) จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบสินค้าตามสภาพที่ระบุไว้ในใบตราส่งและโจทก์มีภาระการพิสูจน์ว่า เหตุที่สินค้าที่ขนส่งได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 แต่พยานหลักฐานของโจทก์ตามคำเบิกความของนายกฤษฎา พนักงานสำรวจและประเมินความเสียหายบริษัทพี แอนด์ เอ แอ็ดจัสเม้นท์ จำกัด ประกอบรายงานการสำรวจความเสียหาย คงได้ความเพียงว่า สินค้าสัมผัสกับน้ำ และเป็นเหตุให้สินค้าได้รับความเสียหาย ไม่มีพยานหลักฐานที่พิสูจน์แสดงให้เห็นว่าสินค้าได้รับความเสียหายเพราะสัมผัสกับน้ำระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 1 มีนายไพจิตร มาเบิกความเป็นพยานประกอบบันทึกถ้อยคำยืนยันข้อเท็จจริงหรือความเห็นของพยานว่า พยานเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าที่ขนส่งมาโดยเรือซีเบรฟ (Sea Brave) พบว่าสินค้ามีสภาพเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยการฉีดขาด เปียกน้ำ หรือเป็นสนิม เมื่อพิจารณาประกอบกับ "Time Sheet" ที่ระบุว่า สินค้าที่ได้รับความเสียหายขนส่งโดยบรรทุกไว้ในระวางเรือที่มีฝาปิด (Hatch) รวมจำนวน 5 ระวาง ทั้งเมื่อเกิดฝนตกในระหว่างการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือก็ได้หยุดพักการขนถ่ายไว้ พยานหลักฐานของจำเลยที่ 1 จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า เหตุแห่งความเสียหายของสินค้ามิได้เกิดในระหว่างการขนส่งโดยจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดในความเสียหายของสินค้า

สำหรับจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ซึ่งเป็นผู้ขนส่งและผู้ขนส่งหลายคนหลายทอด สิทธิและหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องบังคับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยรับขนของ จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของสินค้า หากเหตุแห่งความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของตนตามมาตรา 616 และ 618 อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 623 บัญญัติว่า ความรับผิดของผู้ขนส่งย่อมสุดสิ้นลงในเมื่อผู้รับตราส่งได้รับเอาของไว้แล้วโดยไม่อิดเอื้อนและได้ใช้ค่าระวางพาหนะกับทั้งอุปกรณ์เสร็จแล้ว

แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ของสูญหายหรือบุบสลายเห็นไม่ได้แต่สภาพภายนอกแห่งของนั้น หากว่าได้บอกกล่าวความสูญหายหรือบุบสลายแก่ผู้ขนส่งภายในแปดวันนับแต่วันส่งมอบ

อนึ่ง บทบัญญัติทั้งหลายนี้ท่านมิให้ใช้บังคับในกรณีที่มีการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงอันจะปรับเอาเป็นความผิดของผู้ขนส่งได้" และแม้จำเลยที่ 5 จะให้การถึงเหตุที่ความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดลงดังกล่าวเพียงคนเดียว แต่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อาจต้องรับผิดร่วมกันเป็นกรณีมูลความแห่งคดีเป็นการชำระหนี้ซึ่งแบ่งแยกจากกันมิได้ กระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ให้การไว้ดังกล่าวเมื่อมิได้ทำให้เสื่อมเสียสิทธิของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมถือว่าการที่จำเลยที่ 5 ให้การนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 5 ได้ทำแทนจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 และมาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 59 (1) เมื่อสภาพความเสียหายของสินค้าไม่สามารถเห็นได้จากสภาพภายนอกเช่นนี้ บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด จะต้องบอกกล่าวเรื่องความเสียหายแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ภายใน 8 วัน นับแต่วันที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 แล้วแต่กรณีส่งมอบสินค้า มิฉะนั้นความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ย่อมสิ้นสุดลง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 4 ส่งมอบสินค้าแก่จำเลยที่ 5 ระหว่างวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ และจำเลยที่ 5 ส่งมอบสินค้าแก่บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ที่โรงงานของบริษัทพิทักษ์โลหะ จำกัด เมื่อวันที่ 28, 29 และ 31 พฤษภาคม 2553 ตามลำดับ ระยะเวลา 8 วัน ที่บริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด จะต้องบอกกล่าวแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในเรื่องความเสียหายของสินค้าจึงสิ้นสุดลงในวันที่ 5, 6 และ 8 มิถุนายน 2553 ตามลำดับ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าบริษัทโพสโค (ไทยแลนด์) จำกัด ไม่ได้บอกกล่าวภายในกำหนดเวลาเช่นว่านั้น จึงต้องถือว่าความรับผิดของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ได้สิ้นสุดลงแล้วตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหานี้ว่า ระยะเวลา 8 วัน ต้องนับแต่วันที่พบความเสียหายไม่ใช่นับแต่วันที่ส่งมอบฟังไม่ขึ้น ทั้งคดีไม่มีประเด็นเรื่องการทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ดังนั้นจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ไม่ว่าความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งจะเนื่องจากเหตุที่เกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้านั้นอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์เรื่องเหตุแห่งความเสียหายของสินค้าที่ขนส่งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 หรือไม่ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลคดีในส่วนนี้เปลี่ยนแปลงไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ข้อต่อไปว่า เหตุที่สินค้าที่ขนส่งถูกน้ำจนได้รับความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 หรือไม่ ปัญหานี้โจทก์มีนายกฤษฎา มาเบิกความเป็นพยานประกอบรายงานการสำรวจความเสียหายว่า ระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม 2553 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 สินค้าวางอยู่กลางแจ้งที่ท่าเรือของจำเลยที่ 4 เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรและส่งมอบขั้นสุดท้าย ตัวแทนที่ดำเนินพิธีการศุลกากรแจ้งว่า สินค้าถูกเก็บโดยไม่มีสิ่งป้องกัน ปล่อยให้ตากแดดตากฝน จึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าระหว่างที่สินค้าวางกลางแจ้งที่ท่าเรือของจำเลยที่ 4 สินค้าถูกน้ำฝน แต่พยานเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านว่า การวินิจฉัยของพยานตามรายงานการสำรวจความเสียหาย เป็นเพียงข้อสันนิษฐานและตามหนังสือแถลงข้อเท็จจริงของจำเลยที่ 3 ในฐานะตัวแทนดำเนินพิธีการศุลกากรระบุว่า สินค้าคลุมผ้าใบยางขัดแย้งกับพยานหลักฐานของโจทก์ และกลับเจือสมกับพยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 ซึ่งมีนายบรรพต เจ้าหน้าที่คลังสินค้าบริษัทจำเลยที่ 4 เบิกความว่า ได้นำสินค้าไปเก็บที่ลานหน้าคลังสินค้าหมายเลข 7 โดยใช้ขอนไม้รองใต้สินค้าเพื่อป้องกันการถูกน้ำที่ไหลตามพื้น และใช้ผ้าใบทาร์โปลินปิดคลุมสินค้าเพื่อป้องกันฝนที่อาจตกลงมาไม่ให้ถูกสินค้า ซึ่งวิธีการนี้เป็นวิธีการที่ถูกต้องสามารถป้องกันสินค้าไม่ให้ถูกน้ำได้แน่นอน ทั้งนายกฤษฎาพยานโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยที่ 4 ถามค้านอีกว่า ระหว่างที่สินค้าวางอยู่ที่ลานวางสินค้าของจำเลยที่ 4 ไม่มีฝนตก พยานหลักฐานของจำเลยที่ 4 มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ว่าสินค้าที่ขนส่งถูกน้ำระหว่างที่อยู่ในความดูแลของจำเลยที่ 4 ดังนี้ จำเลยที่ 4 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นกัน ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
กค75/2554
primary_red_case_no
กค78/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000213.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ทกค.268/2555
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559