คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6708/2559 ฉบับเต็ม

#604327
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6708/2559 ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) โจทก์ บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด ผู้ร้อง นายสมบุญ ปฏิเวชปัญญา กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีมาก่อนและศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้ว การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีก แม้ตามคำร้องฉบับแรกจะอ้างเพื่อไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อ จึงเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอสวมสิทธิแทนโจทก์ของผู้ร้องฉบับแรก อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการบังคับคดีต่อของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีกขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องเดียวกัน จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำตาม ป.วิ.พ. มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 วันที่ 11 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องและขอแก้ไขคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ใหม่อีกเพื่อไปขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิในทรัพย์จำนองที่ถูกเจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้ตามสิทธิของผู้ร้องต่อไป ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ของผู้ร้องในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ไม่ได้อ้างสิทธิเดิม จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดยกคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ของผู้ร้องไปก่อนแล้วในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 นั้น เห็นว่า ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีมาก่อนแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้นัดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ดังนั้น การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีก แม้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 จะอ้างว่าเพื่อไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อ จึงเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับ หาใช่ประเด็นแห่งคดีของคำร้องทั้งสองฉบับแตกต่างกันดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ของผู้ร้องฉบับแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการบังคับคดีต่อของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีกในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องเดียวกันจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ไพโรจน์ วายุภาพ-กษิดิ์เดช จีนสลุต-จักรกฤช เจริญเลิศ) ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายคนึง คงบริรักษ์ ศาลอุทธรณ์ - นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.1387/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น ส197/2557 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น ส457/2557 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604327
courts
[
    {
        "court": "ศาลแพ่งกรุงเทพใต้",
        "judge": "นายคนึง คงบริรักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายไตรรัตน์ แก้วศรีนวล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081963054"
    }
}
date
2559
deka_no
6708/2559
deka_running_no
6708
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ไพโรจน์ วายุภาพ",
    "กษิดิ์เดช จีนสลุต",
    "จักรกฤช เจริญเลิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 144 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสมบุญ ปฏิเวชปัญญา กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 หลังจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว โจทก์โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยทั้งสามในคดีนี้ให้แก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด ต่อมาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องมาจากบริษัทบริหารสินทรัพย์เพชรบุรี จำกัด และขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องแล้ว มีคำสั่งยกคำร้องเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551

วันที่ 11 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องยื่นคำร้องและขอแก้ไขคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ใหม่อีกเพื่อไปขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิในทรัพย์จำนองที่ถูกเจ้าหนี้อื่นนำยึดไว้ตามสิทธิของผู้ร้องต่อไป

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ผู้ร้องฎีกาว่า คำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ของผู้ร้องในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ไม่ได้อ้างสิทธิเดิม จึงไม่เป็นคำร้องซ้ำในประเด็นที่ศาลชั้นต้นเคยวินิจฉัยชี้ขาดยกคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์ของผู้ร้องไปก่อนแล้วในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 นั้น เห็นว่า ก่อนที่ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ผู้ร้องเคยยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เพื่อดำเนินการบังคับคดีมาก่อนแล้ว ซึ่งศาลชั้นต้นได้นัดไต่สวนและมีคำสั่งยกคำร้องไปแล้วเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 ดังนั้น การที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีก แม้ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 11 มิถุนายน 2557 จะอ้างว่าเพื่อไปยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้บุริมสิทธิจำนอง แต่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในฐานะเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของลูกหนี้รายเดียวกันเพื่อผู้ร้องจะได้ดำเนินการบังคับคดีต่อ จึงเป็นประเด็นที่ศาลจะต้องพิจารณาว่าจะอนุญาตให้ผู้ร้องเข้ามาเป็นคู่ความในชั้นบังคับคดีแทนโจทก์หรือไม่เช่นเดียวกันทั้งสองฉบับ หาใช่ประเด็นแห่งคดีของคำร้องทั้งสองฉบับแตกต่างกันดังที่ผู้ร้องกล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ของผู้ร้องฉบับแรกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2551 อันเป็นการวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นในเรื่องการขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์ในการบังคับคดีต่อของผู้ร้องแล้ว การที่ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิแทนโจทก์เข้ามาใหม่อีกในวันที่ 11 มิถุนายน 2557 ขอให้ศาลมีคำสั่งในเรื่องเดียวกันจึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 144 วรรคหนึ่ง ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
ส197/2557
primary_red_case_no
ส457/2557
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000211.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.1387/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559