คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8180/2559 ฉบับเต็ม

#604332
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8180/2559 กรมที่ดิน โจทก์ นางทองศรีหรือพรพิมล งามเฉลียว กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 229, มาตรา 301 ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8305/2549 ระบุว่าให้โจทก์รับผิดในมูลหนี้ละเมิดและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แต่ บ. ขอให้โจทก์ร่วมรับผิดในค่าเสียหายจำนวนเดียวกันกับที่ บ. ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อ บ. จึงถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย ซึ่งตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่ บ. ส่วนจำเลยทั้งสามแต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้สัญญาซื้อขายแก่ บ. เพียงแต่ค่าเสียหายที่ บ. เรียกจากโจทก์และจำเลยทั้งสามนั้นเป็นจำนวนเดียวกันถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จึงมีผลให้ความรับผิดของโจทก์กับจำเลยแต่ละคนต่อ บ. เป็นอย่างลูกหนี้ร่วมในค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของโจทก์ในมูลหนี้ละเมิดต่อ บ. หมดไป โจทก์ยังคงมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่ บ. ตามส่วนของตน การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่ บ. เต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการชำระหนี้มูลละเมิดของโจทก์ที่มีต่อ บ. ครึ่งหนึ่งและชำระหนี้มูลสัญญาซื้อขายของจำเลยทั้งสามที่มีต่อ บ. ครึ่งหนึ่ง โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของ บ. ที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไป ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,520,793.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 685,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 77,704.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 1,110,068.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยโจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามไม่เกินเงินต้น 685,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 3ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 436,324.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 15,486.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 221,940 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 7,877.50 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 112,682.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตามจำนวนที่โจทก์ชำระไปหรือไม่ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8305/2549 ระบุว่าให้โจทก์รับผิดในมูลหนี้ละเมิดและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แต่นายบุญช่วยขอให้โจทก์ร่วมรับผิดในค่าเสียหายจำนวนเดียวกันกับที่นายบุญช่วยขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อนายบุญช่วย จึงถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาดังกล่าวมิได้ให้โจทก์ร่วมรับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย ดังนั้นการกำหนดให้โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการกำหนดหลักประกันแก่นายบุญช่วยว่าจะสามารถเรียกให้โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสามได้ เมื่อโจทก์ชำระหนี้ให้นายบุญช่วยแล้วโจทก์จึงรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ฟ้องไล่เบี้ยแก่ลูกหนี้ได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามส่วนที่ตนต้องมีหน้าที่ชำระแก่นายบุญช่วย นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่นายบุญช่วย ส่วนจำเลยทั้งสามแต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้สัญญาซื้อขายแก่นายบุญช่วย เพียงแต่ค่าเสียหายที่นายบุญช่วยเรียกจากโจทก์และจำเลยทั้งสามนั้นเป็นจำนวนเดียวกันถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จึงมีผลให้ความรับผิดของโจทก์กับจำเลยแต่ละคนต่อนายบุญช่วยเป็นอย่างลูกหนี้ร่วมในค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของโจทก์ในมูลหนี้ละเมิดต่อนายบุญช่วยหมดไป โจทก์ยังคงมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่นายบุญช่วยตามส่วนของตน การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่นายบุญช่วยเต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการชำระหนี้มูลละเมิดของโจทก์ที่มีต่อนายบุญช่วยครึ่งหนึ่งและชำระหนี้มูลสัญญาซื้อขายของจำเลยทั้งสามที่มีต่อนายบุญช่วยครึ่งหนึ่ง โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของนายบุญช่วยที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง จำเลยที่ 3 ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เป็นกรณีที่ต้องทำเป็นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ (ประมวล สุขสมพร-วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์ -ปกิต สุวรรณพรหมา ) ศาลจังหวัดสมุทรปราการ - นางสาวโสภิดา ศรีถาพร ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายพฤกษ์ อากาศน่วม แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.347/2559 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น พ421/2554 หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น พ1351/2555 หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
604332
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดสมุทรปราการ",
        "judge": "นางสาวโสภิดา ศรีถาพร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายพฤกษ์ อากาศน่วม"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081962697"
    }
}
date
2559
deka_no
8180/2559
deka_running_no
8180
deka_year
2559
department
แผนก
judges
[
    "ประมวล สุขสมพร",
    "วุฒิชัย หรูจิตตวิวัฒน์",
    "ปกิต สุวรรณพรหมา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 229",
            "ม. 301"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมที่ดิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางทองศรีหรือพรพิมล งามเฉลียว กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน 1,520,793.83 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 685,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 77,704.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 35,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 3 ชำระเงิน 1,110,068.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 500,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยโจทก์มีสิทธิเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามไม่เกินเงินต้น 685,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 และที่ 3ให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 436,324.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 15,486.84 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2550 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท สำหรับค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี ยกฟ้องโจทก์ สำหรับจำเลยที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 221,940 บาท จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 7,877.50 บาท และจำเลยที่ 3 ชำระเงิน 112,682.50 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 22 ธันวาคม 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์รับช่วงสิทธิมาเรียกร้องจากจำเลยทั้งสามได้ตามจำนวนที่โจทก์ชำระไปหรือไม่ ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 8305/2549 ระบุว่าให้โจทก์รับผิดในมูลหนี้ละเมิดและจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 รับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย แต่นายบุญช่วยขอให้โจทก์ร่วมรับผิดในค่าเสียหายจำนวนเดียวกันกับที่นายบุญช่วยขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ต้องรับผิดต่อนายบุญช่วย จึงถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 301 ซึ่งบัญญัติให้โจทก์ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ด้วย โจทก์ฎีกาว่าคำพิพากษาดังกล่าวมิได้ให้โจทก์ร่วมรับผิดในมูลหนี้สัญญาซื้อขาย ดังนั้นการกำหนดให้โจทก์ร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการกำหนดหลักประกันแก่นายบุญช่วยว่าจะสามารถเรียกให้โจทก์ชำระหนี้แทนจำเลยทั้งสามได้ เมื่อโจทก์ชำระหนี้ให้นายบุญช่วยแล้วโจทก์จึงรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ฟ้องไล่เบี้ยแก่ลูกหนี้ได้ จำเลยทั้งสามจึงมีหน้าที่ต้องชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามส่วนที่ตนต้องมีหน้าที่ชำระแก่นายบุญช่วย นั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาดังกล่าวระบุไว้ชัดแจ้งแล้วว่า โจทก์ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่นายบุญช่วย ส่วนจำเลยทั้งสามแต่ละคนต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้สัญญาซื้อขายแก่นายบุญช่วย เพียงแต่ค่าเสียหายที่นายบุญช่วยเรียกจากโจทก์และจำเลยทั้งสามนั้นเป็นจำนวนเดียวกันถือเป็นหนี้อันจะแบ่งกันชำระมิได้ จึงมีผลให้ความรับผิดของโจทก์กับจำเลยแต่ละคนต่อนายบุญช่วยเป็นอย่างลูกหนี้ร่วมในค่าเสียหายจำนวนเดียวกัน แต่ไม่ได้ทำให้ความรับผิดของโจทก์ในมูลหนี้ละเมิดต่อนายบุญช่วยหมดไป โจทก์ยังคงมีความรับผิดต้องชดใช้ค่าเสียหายในมูลหนี้ละเมิดแก่นายบุญช่วยตามส่วนของตน การที่โจทก์ชดใช้ค่าเสียหายแก่นายบุญช่วยเต็มจำนวนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยทั้งสาม จึงเป็นการชำระหนี้มูลละเมิดของโจทก์ที่มีต่อนายบุญช่วยครึ่งหนึ่งและชำระหนี้มูลสัญญาซื้อขายของจำเลยทั้งสามที่มีต่อนายบุญช่วยครึ่งหนึ่ง โจทก์จึงเข้ารับช่วงสิทธิของนายบุญช่วยที่จะไล่เบี้ยจากจำเลยทั้งสามได้เพียงครึ่งหนึ่งของจำนวนที่โจทก์ชำระไป ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง จำเลยที่ 3 ยื่นคำแก้ฎีกาขอให้แก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นั้น เป็นกรณีที่ต้องทำเป็นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความในชั้นฎีกา 10,000 บาท แทนจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
พ421/2554
primary_red_case_no
พ1351/2555
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000208.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.347/2559
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2559